วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561

Global Macro Economics...ตอนที่#1 เมื่อโลกไม่ได้หมุนรอบประเทศไทย

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ผู้ศึกษาควรใช้วิจารณญาณในการรับชม ***

Global Macro Economics...
ตอนที่ #1 เมื่อโลกไม่ได้หมุนรอบประเทศไทย

หลังจากเขียนกระทู้ หมูปิ้ง vs. สินทรัพย์ ตอนแรกไปแล้วนั้น วันนี้ถือเป็นวันดี เมื่อเวลาผ่านมาอีก 15 เดือน 555+ (เอาจริงๆปี 2560 ทั้งเรียน ทั้งฝึกฝน ทั้งปี เลยไม่ได้เขียน Blog เลยจ้า) ...ผมขอแนะนำตัวอย่างง่ายก่อนครับ  ผม วรินทร หอรุ่งเรืองชัย แอดมินเพจ "วิศวกรสอนลงทุน" หากท่านใด "ยังไม่กด LIKE" รบกวนกดที่ Link ด้านล่างได้เลยครับ ^_^V

วิศวกรสอนลงทุน: https://web.facebook.com/EngTechStock/
(ผู้ติดตามได้รับทั้งความรู้ในการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หุ้น, ทองคำ, สินค้าอนุพันธ์อย่างพวก Futures, FOREX , Bitcoin, Cryptocurrency, อื่นๆอีกมากมายครับ ^_^)

หลังจากขายของเสร็จแล้ว...เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า 555+

เมื่อโลกไม่ได้หมุนรอบประเทศไทย
ภาพที่ 1:โลกกับดวงอาทิตย์

...โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์...จึงเกิดกลางวันกลางคืนไปยังเมืองใหญ่ต่างๆทั่วโลก...และเมื่อการซื้อขาย ธุรกิจห้างร้าน กิจการต่างๆนั้น ดำเนินการเมื่อ ดวงอาทิตย์ส่องสว่าง และจบลงในวัน เมื่อดวงอาทิตย์อับแสงแล้ว...การดำเนินการทั้งหมดของทุกเมืองทั่วโลก จึงสลับกันไปมา ฉันใด...การลงทุนในประเทศไทย โดยไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงของโลก ย่อมเสียเปรียบทุกครั้งไป ฉันนั้น ^_^V

ภาพที่ 2:ประเทศไทยบนแผนที่โลก

...ทำไมถึงพูดว่า...การเปลี่ยนแปลงภายในโลก มีผลต่อการลงทุนในประเทศไทย ให้ดูตามภาพที่ 2...เนื่องจากทุกประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ...ทั่วโลก...มีการค้า ในเวลาที่ต่างกัน...จึงทำให้ตลาดเงิน ตลาดทุน ทั่วโลก เปิด-ปิด ต่างกันไป...และด้วยเวลาที่ต่างกันนั้น จึงเกิดสภาวะ Lag Lead ซึ่งกันและกันของแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ตลาดการเงิน การลงทุน ของญี่ปุ่นจะเริ่มก่อน ตามมาด้วยตลาดฮ่องกง และไทย และวนไปยัง ประเทศแทบยุโรปและอเมริกา...

ภาพที่ 3:ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก

...จากภาพที่ 3 ตลาดญี่ปุ่นและฮ่องกงเปิดทำการค้าขายก่อนประเทศไทย...และโดยส่วนใหญ่ หากดัชนีสามารถยืนในแดนบวกเขียวตลอดทั้งช่วงเช้า ดัชนีประเทศไทยก็มีโอกาสยืนในแดนบวกเช่นกัน...นี่ถึงได้บอกตั้งแต่ตอนต้นว่า "โลกไม่ได้หมุนรอบประเทศไทย"...และเป็นเรื่องที่สร้างความได้เปรียบให้กับเราได้ เมื่อเราวางพื้นฐานความคิดว่า...ตลาดการเงิน การลงทุนในประเทศไทย ไม่ได้ขึ้นกับแค่ปัจจัยภายในประเทศ...เท่านั้น
=====================================================================
นอกเหนือ...จากตัวเลขเชิงดัชนีของแต่ละประเทศแล้ว...ผมยังมีตัวเลขสำคัญๆที่น่าสนใจอีกมากมาย...โดยความรู้ทั้งหมดนั้น ต้องขอขอบคุณอาจารย์ทางด้านการเงินทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นคอร์สสัมนาทั้งหลาย ความรู้ทาง Facebook และ Youtube...ไปดูกันเลยว่ามีอะไรที่น่าสนใจ ควรจดไว้เป็น 1 ในเรดาร์ของเราในการวิเคราะห์ภาพ Global Macro ต่อไป...

1. ดัชนีตลาดหุ้นหลักทั่วโลก Major Indices
- จากข้อมูลพื้นฐานด้านบน...ความเกี่ยวเนื่องกันทางการค้าของทุกประเทศทั่วโลก...ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นของทั่วโลกเกี่ยวข้องจนแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะดัชนีหุ้นเป็นเสมือนตัวกำหนด "ความรู้สึกของนักลงทุน" ของแต่ละประเทศ...ดัชนีที่เราสนใจจะมี...
    1.0 NIKKEI 225 (N225): ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่น ประกอบด้วยหุ้น 225 ตัวที่มีขนาดใหญ่ทาง Market Capitalization มากที่สุดในตลาด Tokyo โดยคำนวนดัชนีจากวิธีการ Price-weighted
   1.1 Heng Seng (HSI): ดัชนีตลาดหุ้นฮ่องกง ประกอบด้วยหุ้น 50 ตัวที่มีขนาดใหญ่ทาง Market Capitalization มากที่สุดในตลาด Hong Kong โดยคำนวนดัชนีจากวิธีการ Free-float capitalization-weighted
    1.2 Dow Jones Industrial Average (DJI): ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยหุ้น 30 ตัวที่มีขนาดใหญ่ทาง Market Capitalization มากที่สุดในตลาด NYSE และ NASDAQ โดยคำนวน              ดัชนีจากวิธีการ Price-weighted
    1.3 The Standard & Poor's 500 (SPX): ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยหุ้น 500 ตัวที่มีขนาดใหญ่ทาง Market Capitalization มากที่สุดในตลาด NYSE และ NASDAQ โดยคำนวน              ดัชนีจากวิธีการ Free-float capitalization-weighted





ภาพที่ 4: ความสัมพันธ์กันของดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกกับตลาดหุ้นไทย


...ข้อสรุปโดยง่าย คือ หากตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ...ตลาดหุ้นประเทศไทยจะเคลื่อนที่ไปยังทิศทางเดียวกัน...จากภาพที่ 4 คือ ข้อมูลตัวเลขดัชนีสำคัญทั่วโลกที่มีการปรับตัวลงในช่วงเวลา 29/01/2018 ถึง 09/02/2018...ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงไปตามกัน

2. ราคาน้ำมันดิบ WTI
- ราคาน้ำมันดิบไม่ได้มีผลต่อตลาดหุ้นไทยโดยตรง...แต่ดันไปมีผลกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมัน...พี่ ปอตอทอ ของเรานั่นเอง...



ภาพที่ 5: ความสัมพันธ์กันของราคาน้ำมันดิบ, ปอตอทอ และตลาดหุ้นไทย

...ข้อสรุปโดยง่าย คือ หากราคาน้ำมันดิบ (ในภาพที่ 5 นั้นใช้ราคา WTI เป็นราคาอ้างอิง) มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ...บริษัทน้ำมัน ปอตอทอ ก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปในทิศทางเดียวกัน...จากภาพที่ 5 คือ ข้อมูลตัวเลขราคาน้ำมันดิบ, ปอตอทอ และตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลา 22/06/2017 ถึง 25/01/2018...และเนื่องปอตอทอ คิดเป็นสัดส่วนถึง 8.72% ของตลาดหุ้นไทยภาพรวม (ข้อมูลอ้างอิงจาก http://info.marketanyware.com)...ดังนั้น เมื่อปอตอทอมีการขยับขึ้นหรือลงจะส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยในสัดส่วน 8.72% เลยทีเดียว...ซึ่งมีผลต่อตลาดหุ้นมากที่สุดเลยก็ว่าได้

3. ดัชนีความผันผวน Volatility Index (VIX)
- ดัชนีนี้อีกชื่อหนึ่งคือ "ดัชนีความกลัว" ในตลาด S&P 500...ทำให้ง่าย หากดัชนีนี้ต่ำ...แปลว่า ภาพรวมของตลาด S&P คนส่วนใหญ่กล้าลงทุน...แต่เมื่อดัชนีนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ...แสดงว่าความกลัวเริ่มเข้าปกคลุมตลาดภาพรวม...จริงๆแล้วมันคำนวนดัชนีมาจาก S&P 500 Index Option อีกที

ภาพที่ 6: ความสัมพันธ์กันของดัชนีความผันผวนกับตลาดหุ้นอเมริกา S&P 500

...ข้อสรุปโดยง่าย คือ หากดัชนี VIX มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ...ตลาดหุ้นอเมริกา 500 ตัวในตลาดจะถูกเทขายออกมาอย่างรุนแรง...จากภาพที่ 6 คือ ข้อมูลตัวเลขของ VIX และ SPX ในช่วงเวลา 25/12/2017 ถึง 05/02/2018...ดัชนี VIX ปรับตัวขึ้นมาเรื่อยๆพร้อมกับ SPX ที่ปรับตัวขึ้นมา ก่อนที่จะเกิด Gap up ของ VIX พร้อมกันกับการเทขายอย่างรุนแรงของ SPX ในวันเดียวกัน...แต่สังเกตให้ดี...ตลาดหุ้นอเมริกาอาจจะตกใจมากไปหน่อย ทำให้เกิดอีก New Low เกิดขึ้นหลังจาก VIX ทำจุดสูงใหม่ไม่ได้...นั่นแปลว่า...คนไม่ได้กลัวจริงอีกแล้ว...แต่เกิดการ Manipulate ตลาดเกิดขึ้น...จุดนี้จะเป็นจุดเข้าซื้อ S&P 500 ที่ดีเช่นกัน...เมื่อความกลัวกับการเทขายมันเกิดสภาวะ Divergence หรือไม่ไปในทิศทางเดียวกัน
=====================================================================

วันนี้ขอฝากไว้ทั้ง 3 ตัวเลข Global Macro ที่น่าสนใจ ซึ่งทั้ง 3 ตัวเลขเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้นไทยมาโดยตลอด...การใช้งานนั้นอาจจะเป็นไปในรูปของการวิเคราะห์แนวโน้มภาพรวม...เราก็จะได้ Bias ในการลงทุนมากขึ้น กว่าช่วงนี้ควรลงทุนมาก, ปานกลาง หรือถือเงินสดมากหน่อย...ตรงนี้ก็ขึ้นกับ Money Management ของแต่ละท่านต่อไป

จริงๆแล้ว Global Macro Economics นอกเสียจาก 3 ตัวเลขอย่างง่ายด้านบน...ยังมีตัวเลขอื่นๆที่น่าสนใจอีกมากมาย...ไม่ว่าจะเป็น FED interest rate, 10-Year U.S. Bond Yield, US Index, USDTHB, นโยบายการค้าต่างๆ, กฏหมายภาษีการค้าระหว่างประเทศ หรือแม้กระทั่ง Mega Project ภายในประเทศที่ใช้ดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามาลงทุน ก็มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยโดยตรงเช่นกัน...ในตอนหน้าจะมาเขียนเพิ่มเติมให้ทุกท่านได้อ่านกันอีกครั้ง...หากตอนที่หนึ่งนี้มีประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านในวงกว้างครับ ^_^

หวังว่าทุกท่านจะได้ความรู้ + ความฮา + ความตระหนักรู้เกี่ยวกับระบบการเงินในปัจจุบันเพิ่มขึ้น

หากต้องการติดตามแผนการลงทุนจากการวิเคราะห์กราฟเทคนิคในตลาดต่างๆทั่วโลกสามารถติดตามได้ที่ https://www.tradingview.com/u/blazeboy/#published-charts

ขอบคุณที่ติดตามครับ
วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
วิศวกรสอนลงทุน...

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เมื่อเงินของฉัน "ถูกขโมย"...โดย "ไม่รู้ตัว" (The Secret of Currency) ตอนที่#1

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ผู้ศึกษาควรใช้วิจารณญาณในการรับชม ***

เมื่อเงินของฉัน "ถูกขโมย"...โดย "ไม่รู้ตัว" (The Secret of Currency) ตอนที่ #1: หมูปิ้ง vs. สินทรัพย์

ก่อนเริ่มปฐมบทความลับของ "ระบบการเงิน" ในปัจจุบัน...ผมขอแนะนำตัวอย่างง่ายก่อนครับ 
ผม วรินทร หอรุ่งเรืองชัย แอดมินเพจ "วิศวกรสอนลงทุน" หากท่านใด "ยังไม่กด LIKE" รบกวนกดที่ Link ด้านล่างได้เลยครับ ^_^V

วิศวกรสอนลงทุน: https://web.facebook.com/EngTechStock/
(ผู้ติดตามได้รับทั้งความรู้ในการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หุ้น, ทองคำ, สินค้าอนุพันธ์อย่างพวก Futures, FOREX , Bitcoin, Cryptocurrency, อื่นๆอีกมากมายครับ ^_^)

หลังจากขายของเสร็จแล้ว...เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า 555+

หมูปิ้ง vs. สินทรัพย์
ภาพที่ 1:ข้าวเหนียวหมูปิ้ง

...ใครเคยกินหมูย่าง...ราคาไม้ละ 3 บาทบ้างครับ?...ขอมือหน่อย!!! ^_^///
ภาพที่ 2: การยกมือขึ้น

เราเคยถูกสอนว่า...สิ่งใดเป็น "มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ" ในระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น...สิ่งนั้นเป็น "สินทรัพย์"
ทุกวันนี้หมูปิ้ง 1 ไม้ (ขนาดเท่าเดิม) ราคาที่ต้องจ่ายอยู่ที่ไม้ละ 10 บาท!!!

โอ้วว!!!
!*=== หมูปิ้งเป็นสินทรัพย์ ===*!

เอาจริงดิ...ซื้อหมูปิ้งเพื่อ "ลงทุน" กันดีกว่า...ถือไว้ 10 ปี...แบบนี้ก็ได้หรือ???
=====================================================================
วิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นกล่าวว่า....สิ่งนั้นเป็นที่ต้องการ สิ่งนั้นย่อมมีอุปสงค์มาก และเมื่ออุปสงค์มีมากกว่ากำลังการผลิตที่เรียกว่าอุปทาน...ผู้บริโภคอุปโภคย่อมยอม "จ่ายมากขึ้น

ภาพที่ 3: จำนวนคงที่ ราคาเพิ่มขึ้นจากความต้องการที่มากขึ้น

หรือเพราะว่า "อัตราการบริโภคหมูปิ้ง" เพิ่มขึ้นทุกปี...และกำลังการผลิตหมูปิ้งคงที่...จึงทำให้ราคาหมูปิ้งเพิ่มขึ้น???
ภาพที่ 4: Google Search Engine

พอมา Search ผ่าน Google ผู้รอบรู้ทั่วโลกของเรา...กลับพบว่า "หมูปิ้ง" สมัยนี้น่าจะผลิตได้ง่ายกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วอีกนะครับ...สูตรมีบอกใน Internet เยอะมากๆ หมูปิ้งนมสม หมูปิ้งน้ำผึ้ง หมูปิ้งกระทิ หมูปิ้งรมควันถ่าน <<< อันนี้น่าจะทุกสูตรถูกรมควันอยู่แระ 555+ ^_^

มาถึงจุดนี้ (ได้อย่างไร)...แวนว่าหมูปิ้งไม่ได้ทำยากขึ้น หรือหารับประทานยากขึ้น หน่ำซ้ำ กำลังการผลิตของหมูปิ้งมีมากขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย เพราะสามารถเข้าถึงสูตรลับเฉพาะและเปิดร้านได้ง่ายดายมากขึ้น
=====================================================================
หากหมูปิ้งมีราคาสูงขึ้น...ไม่ได้เกิดมากจากว่า หมูปิ้ง คือ สินทรัพย์ และสัดส่วนความต้องการต่อกำลังการผลิตก็ไม่ได้สูง...ไฉน หมูปิ้งถึงมีราคาสูงขึ้นได้นะ???

...แวนอย่าคิดมาก...ใครๆเขาก็รู้สมัยนี้ ราคาสินค้าหรือบริการ อุปโภคหรือบริโภคมันก็ "แพงขึ้น" กันหมดแหละ...ไม่เกี่ยวกับหมูปิ้งซะหน่อย...ค่าเทอมเด็กสมัยนี้ เอาแค่โรงเรียนภาครัฐ...ขนมที่ขายกันทั้งแผงลอยหรือร้านสะดวกซื้อมีชื่อ รวมไปถึงราคาโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ก็แพงขึ้นทั้งนั้น...มีอย่างเดียวที่ไม่ค่อยจะแพงขึ้นเท่าไหร่ คือ "เงินเดือน" กับ "ราคาส่งข้าวเปลือกของชาวนา" T_T

แนวคิดทางการเงินที่ใช้อธิบาย...ราคาสินค้าหรือบริการที่แพงขึ้นที่เหมาะสมที่สุด คือ "เงินเฟ้อ"

ภาพที่ 5: เงินเฟ้อ วิกิพีเดีย

เอาจริงๆ อ่านแล้วก็แปลกใจ...วิกิพีเดียเขียนให้ความรู้สึกแปลกๆ...ทำไมนั่นหรอ เขาว่าราคาแพงขึ้น จึงทำให้ "อำนาจการซื้อ (Purchasing Power)" ลดลง...จึงจำเป็นต้องใช้จำนวนหน่วยเงินตรามากขึ้น...ก็ยังไม่ได้ตอบคำถามอะไรเลย ว่าทำไมหมูปิ้ง ถึง...
+++ แพงขึ้น +++

...หรือเรากำลังถูกขโมยเงิน...โดยที่เราไม่เคย "รู้ตัว"???
ภาพที่ 6: $$$ Thief


ลองมองภาพแบบนี้ครับ...อะไรในโลกล่ะ...ที่ทำให้ "อำนาจการซื้อ" ลดลง...???
ถ้าไม่ใช่...
+++ ปริมาณเม็ดเงินที่เพิ่มมากขึ้น +++
=====================================================================
ใครเคยเรียนพื้นฐานเคมีมัธยมปลายบ้างครับ...เรื่อง "การเจือจางสารละลาย (Dilution Effect)" ที่กล่าวว่า...เมื่อต้องการลดความเข้มข้นของสารละลาย "ลง" เราแค่เติมน้ำให้สารละลาย...โมเลกุลของสารละลายเท่าเดิม ปริมาณของสารละลายเพิ่มขึ้น และ "ความเข้มข้นของสารละลายต่ำลง"

ภาพที่ 7: สมการ PP ตามความเข้าใจของแวน

จากสมการภาพที่ 7 จะพบว่า...อำนาจการซื้อ มีลักษณะที่คล้ายกับ ความเข้มข้นของสารละลาย คือ เมื่อ ปริมาณของสารละลายมากขึ้น โดยที่ตัวถูกละลายคงที่...ความเข้มข้นย่อมลดลง...อำนาจการซื้อก็เช่นกัน...เมื่อปริมาณเม็ดเงินมากขึ้น...มูลค่าของสกุลเงินคงที่...อำนาจการซื้อย่อมลดลง

จากนิยามสภาวะเงินเฟ้อทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียนกันว่า...ราคาหมูปิ้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คงต้องเปลี่ยนเป็น...
ราคาหมูปิ้งไม่ได้เปลี่ยนไปหรอก...มีแต่อำนาจการซื้อของเงินในกระเป๋าของเราลดลงเรื่อยๆต่างหาก

ภาพที่ 8: PP ที่ลดลงตามภาวะเงินเฟ้อในอัตราที่แตกต่างกัน

โจทย์คือ "ปริมาณเม็ดเงิน" มันถูกทำให้เพิ่มมากขึ้นได้อย่างไร โดยที่มูลค่าของมันไม่ได้เพิ่มตาม...ทั้งที่เราเคยเรียนมาในทฤษฎีการเงินรุ่นเก่าที่ว่า...หากต้องการพิมพ์เงินออกมาในระบบ...จะต้องมี "ทองคำ" เป็นหลักค้ำประกัน

ตอนที่ #2 แวนจะนำเสนอเกี่ยวกับนโยบายการเงินสมัยใหม่ที่เราเรียกว่า "นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายโดยการพิม์เงินเข้าไปเพิ่มในระบบ" หรืออีกชื่อที่ว่า Quantitative Easing Monetary Policy (QE)

วันนี้รู้แล้วว่า หมูปิ้งจะมีราคาเพิ่มขึ้นในอนาคต...อย่าลืมซื้อหมูปิ้งเก็บเข้าตู้เซฟ เก็บไว้ซัก 10 ปีนะครับ

มาแน่นอน หมูปิ้งไม้ละ 30 บาท

หวังว่าทุกท่านจะได้ความรู้ + ความฮา + ความตระหนักรู้เกี่ยวกับระบบการเงินในปัจจุบันเพิ่มขึ้น

ขอบคุณที่ติดตามครับ
วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
วิศวกรสอนลงทุน...

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2559

ตอนนี้ SET บ้านเราอยู่ "จุดไหน"...(Where the SET is)

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ผู้ศึกษาควรใช้วิจารณญาณในการรับชม ***

ตอนนี้ SET บ้านเราอยู่ "จุดไหน"...กลยุทธ์ในการลงทุนควรเป็นอย่างไร

สวัสดีครับผม วรินทร หอรุ่งเรืองชัย นะครับ...
แนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ผมคือแอดมิน เพจวิศวกรสอนลงทุน นั่นเอง ^_^V

วันนี้รับหน้าที่มาแบ่งปันว่าตอนนี้ดัชนีตลาดทุนบ้านเรา หรือที่เรียกกันว่า SET อยู่จุดไหน...นำไปสู่การวางกลยุทธ์ในการลงทุนของนักลงทุนอย่างเรา เพื่อปกป้องพอร์ตการลงทุนของเราให้มีความเสี่ยงต่ำที่สุดครับผม...เริ่มกันเลย

1. ปัจจัยทางกราฟเทคนิค
ภาพที่ 1: กราฟ SET รายเดือน

ราคา
กราฟรายเดือนบ่งบอกถึงอาการ "ออกข้าง" ของ SET โดยมี Momentum Down Trend Line กดไว้ที่ Previous High ของ SET ที่ผ่านมา 2 รอบคลื่น

ปริมาณการซื้อขาย
จาก 2 Previous High ที่ผ่านมาพบว่า ปริมาณการซื้อขายมีลักษณะ Peak ทุกครั้ง...ก่อนพักฐานลงมาในกรอบออกข้าง...มารอดูกันว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย...หรือไม่?

ภาพที่ 2: กราฟ SET รายสัปดาห์

ราคา
อาการออกข้าง พร้อม Momentum Down Trend Line ที่ไว้อย่างเห็นได้ชัด...สังเกตเห็นว่า Down Trend Line มี Slope ที่ "ติดลบ" ขึ้นเรื่อยๆ...คาดว่าหากจะต้องการทำเป็นขาขึ้นรอบใหม่ในรอบใหญ่ๆ ต้องเบรคกรอบ Down Trend Line ขึ้นไปและ "ยืนให้ได้" (เกิด Throwback กลับมาทดสอบแล้วไม่หลุดลงไปในกรอบเดิม)

ปริมาณการซื้อขาย
- N/A

ภาพที่ 3: กราฟ SET รายวัน

ราคา
ในกราฟรายวัน แนวโน้มชัดเจน คือ ขาขึ้นใน Time Frame นี้...มีข้อสังเกตอันหนึ่งที่น่าสนใจ...Momentum Up Trend Line ของแนวโน้มในกราฟรายวันมีอาการ "ลดลง" เรื่อยๆ จากการที่หลุด Up Trend Line ลงมาและไม่สามารถ "กลับไปยืน" ได้ทั้ง 2 Up Trend Line...แนวราคาที่น่าสนใจ คือ 1400+- ซึ่งเป็นแนวรับที่แข็งแรงจากปัจจัยของปริมาณการซื้อขาย

ปริมาณการซื้อขาย
ที่แนวราคา 1400+- เป็นจุดที่เกิดแท่งเทียนกลับตัว + ปริมาณการซื้อขายที่มากเป็นพิเศษ จนกราฟรายวันเกิดการกลับตัวหลังจากหลุด Up Trend Line แรกลงมา...แต่ไม่สามารถกลับไปยืนที่ Up Trend Line เดิมได้ จนหลุดมาที่ Up Trend Line ที่สอง และที่สามในที่สุด...ตอนนี้ยืนเหนือ Up Trend Line ที่สามได้...ไม่ควรหลุด Up Trend Line ที่สามลงมา เพราะการกลับตัวขึ้นไปทั้งหมดจะเป็นแค่ "Pull Back กลับมาทดสอบแนวต้านทันที"

ภาพที่ 4: กราฟ SET ราย 120 นาที

ราคา
หลังจากที่โดยขายไล่ลงมา ตอนนี้กราฟ SET ดีดตัวแรงกลับมาจนทะลุแนว 38.2% FIBONACCI retracement มาได้ ตอนนี้จาก Up Momentum ใน TF Day ส่งผลให้กราฟ SET วิ่งไปทดสอบแนว 50% FIBONACCI retracement ต่อไป...แต่เราควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากไม่สามารถยืนเหนือแนวดีดตัวกลับ นั่นหมายถึง SET หมดแรงที่จะไปต่อ...กราฟก็จะถูกขายใส่อีกครั้งและลงมาสอบแนวรับที่พึ่งฝ่าแนวต้านมา

ปริมาณการซื้อขาย
- N/A

ภาพที่ 5: กราฟ SET ราย 30 นาที + Directional Pattern

ราคา
ราคาขึ้นมาจาก Reversal Direction Pattern (H&S) ซึ่งจุดนี่ทางเทคนิคจึงเกิดแรงซื้อกลับ หลังจากที่กราฟตกลงมาหลายวัน

ปริมาณการซื้อขาย
- N/A

ภาพที่ 6: กราฟ SET ราย 30 นาที + FIBONACCI Projection

ราคา
หลังจากที่กราฟขึ้นมา...ตอนนี้กราฟเข้าใกล้จุด Take Profit 161.8% ของ FIBONACCI Projection (A-B-C swing)...แล้วแนว TP นี้เป็นแนวเดียวกันครับ FIBONACCI 50% Retracement จากแนวโน้มขาลงก่อนหน้า...จุดนี้คือ จุดดัก Short ของคนที่มองว่ากราฟ "จะลง" บวกกับ เป็นจุดที่คนซื้อมาจากข้างล่าง "พร้อมที่จะทำกำไร"...ถือว่าเป็นจุดเฝ้าระวังการกลับตัวของ SET ได้

ปริมาณการซื้อขาย
- N/A

ภาพที่ 7: กราฟ SET ราย 1 นาที + FIBONACCI Projection + Up Channel

ราคา
ราคาสามารถปรับตัวลงได้เมื่อชนกรอบบนของ Up Channel และยังมีโอกาสเป็นจุดมุ่งหวังทำกำไรของ FIBONACCI Projection ที่แนว 161.8%...ดังนั้นหากมีการพักตัวลงมา แล้วราคายังวิ่งอยู่ในกรอบ ก็สามารถจะขึ้นไปทดสอบแนวต้านต่อไปได้

ปริมาณการซื้อขาย
- วันที่ 16/09/2016 มีปริมาณการซื้อขายเข้ามามากกว่าปกติ จากข่าว FTSE เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาด SET บ้านเรา

2. ปัจจัยทางข่าว
ภาพที่ 8: ข่าวที่มีผลกระทบกับตลาด SET บ้านเรา

ความกังวลต่อตลาด SET บ้านเรายังคงมีอยู่...แม้ว่า FTSE จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นบ้านเรา แต่ความกังวลในการที่ FED จะขึ้น-คงดอกเบี้ย ก็ยังเป็นประเด็นสำคัญสำหรับตลาดบ้านเราอย่างมาก (เล่นได้ทุกเดือน)...รอบนี้ยังมี BOJ อีกว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายอื่นๆอีกหรือไม่


3. ปัจจัยทาง Fundflow

ภาพที่ 9: ปริมาณการซื้อขายสุทธิแบ่งตามกลุ่มนักลงทุน

ปริมาของนักลงทุนต่างชาติยังมุ่งหน้าเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่อย่างมาก SET บ้านเราก็ได้รับอานิสงค์ไปด้วยจากยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีประมาณ +135,097 ล้านบาท...คิดง่ายๆ ถ้าต่างชาติขายสุทธิทุกๆวัน วันละ 10,000 ล้านบาท ต้องใช้เวลาถึง 10 วันกว่าเม็ดเงินต่างชาติจะวิ่งออกหมด หลังจากที่เม็ดเงินส่วนนี้ทำให้ SET index ขึ้นมาจาก 1200+-...ตรงนี้น่าสนใจว่า ถ้าตลาดปรับตัวเป็นขาลงอย่างแท้จริง...รายย่อยอย่างไรก็สามารถล้างพอร์ตทัน และเร็วกว่านักลงทุนต่างชาติอย่างแน่นอน

อีกใจความหนึ่ง คือ การที่นักลงทุนต่างชาติซึ่งมีจำนวนหุ้นที่ถือครองมากมายขนาดนี้ การที่เข้าจะสามารถ "ระบายหุ้นออก"...สภาพคล่องในช่วงเวลานั้น ต้องมี "มากพอสมควร"...ตรงนี้ให้สังเกตว่า ช่วงนั้นปริมาณซื้อขาย คึกคัก เป็นช่วงที่ควรลงทุนหรือเทรดอย่างระมัดระวังที่สุด

กลยุทธ์ในการลงทุนช่วงนี้
1. สามารถลงทุนหรือเทรดได้ เนื่องจากสภาพคล่องมีมาก...แต่ต้องมี Stop Loss เมื่อผิดทางทุกครั้ง
2. การถือหุ้นเพื่อรันเทรนด์มีโอกาสเกิดขึ้นยาก การลงทุนหรือเทรดด้วย มุมมองการเกร็งกำไรเป็นอะไรที่น่าสนใจกว่า
3. สำหรับหุ้นที่อยู่ในพอร์ต หากสามารถลดพอร์ตออกมาได้ ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ และแบ่งเงินเพื่อเทรดระยะสั้นจะปลอดภัยที่สุด
4. ลงทุนในหุ้นแนวโน้มขาขึ้นเท่านั้น...หากหุ้นเป็นขาลง วันที่ตลาดแดงมันจะลงแรงกว่าเพื่อน ตรงนี้สามารถปรับเป็น Short/Put Strategy ได้เช่นกัน

ในมุมมองผม เรายังสามารถเทรดได้ทุกวันครับ แต่การถือเพื่อสะสมหุ้นคาดหวังกำไรคำโต...ตอนนี้สำหรับผมแค่แนวคิดนี้ คือ ความเสี่ยงสำหรับพอร์ตการลงทุนของผม...หรือถ้าจะทำแบบนั้นหุ้นดังกล่าวต้องเป็นแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน หุ้นที่มวลชนรวมกันซื้อ หรือวัดกันที่วันตลาดแดง หุ้นตัวนั้นไม่หลุดจากแนวโน้มที่แข็งแรง แบบนี้น่าสนใจครับ...แต่ให้ปลอดภัยการเทรดระยะสั้นสร้างความปลอดภัยให้มากกว่าครับ...ส่วนตัวตอนนี้ผมเทรด Set50 Future เป็นหลัก โดยที่สามารถวาง Position ได้ทั้ง Long ขึ้น หรือ Short ลง ตรงนี้เพื่อนๆสามารถปรับแต่งสินค้านี้ เพื่อช่วยเพิ่มกำไรให้พอร์ตหรือลดความเสี่ยงเวลาตลาดเป็นขาลงได้ครับ

หวังว่าทุกท่านจะได้ประโยชน์จากข้อมูลที่ผมรวบรวมมาให้ครับ...ปัจจัยเรื่องน้ำมัน ก็มีผลนะครับ สามารถหากราฟราคาน้ำมันเพื่อวิเคราะห์ต่อได้ เพราะ PTT, PTTEP แค่ 2 ตัวก็สามารถ พา SET ขึ้นลงได้แล้วครับ


สู้กันต่อทุกท่าน
แวน ^_^V

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559

2 "ตัวแปร" บ่งบอกโมเมนตัมคืออะไร (What the Momentum is)

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ผู้ศึกษาควรใช้วิจารณญาณในการรับชม ***

2 "ตัวแปร" บ่งบอกโมเมนตัม คืออะไร (What the Momentum is)


บทความที่จะแบ่งปันต่อไปนี้ เกิดมาจาก “ความรู้” ที่ผมได้จากการอ่านและฟังความรู้มาอีกทีจนเกิดการตกผลึกเป็นมุมมองที่ผมใช้ในการหา “ความได้เปรียบ” ในการซื้อขาย “หุ้น”



ก่อนแรกขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็น
เสี่ยยักษ์ เสี่ยป๋อง เสี่ยปู่ อาจารย์ธีร์ Volume Analysis อาจารย์ม้า FIBONACCI trading
บทความของ คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร เรื่อง Bid Offer set up
โค๊ชซัน พี่เบียร์ พี่จักรินทร์ อาจารย์ติ Super Trader Thailand
พี่อรรถ พี่ชูชาติ และอีกหลายๆท่าน รวมถึงหนังสือ + Youtube ทุกคลิป + Facebook post sharing ที่ทำให้ผมเข้าใจมุมมองต่างๆเกี่ยวกับ การวิเคราะห์คำสั่งเสนอซื้อขาย มากขึ้น
(ส่วนมากดู Youtube พวกพี่ๆเขา ผมเชื่อว่าเพียงพอที่จะได้อะไรบางอย่างจากมุมมองระดับประสบการณ์นั้นๆ)
ขอขอบคุณหนังสือ + Youtube ทุกคลิป + Facebook post sharing ที่ทำให้ผมเข้าใจมุมมองต่างๆเกี่ยวกับ การเทรด มากขึ้น


กฏการใช้งาน
- เอาไว้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว...จนเข้าซื้อ จนขายออกนั้น ให้พิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ เช่น Bid-Offer Analysis, Volume Analysis, Candlestick pattern, Price Pattern เป็นต้น

สวัสดีครับผม...ในนามของแอดมินเพจ "วิศวกรสอนลงทุน" ได้เคยให้คำพูดว่าจะแบ่งปันเรื่องโมเมนตัมในมุมมองของผมผ่าน วิชาฟิสิกส์...,มีความคาดหวังว่า ผู้อ่านทุกท่านจะได้เข้าใจถึงโมเมนตัมอย่างแท้จริงมากกว่าการท่องจำ Indicator ต่างๆ ผ่านสูตรฟิสิกส์การเคลื่อนที่อย่างง่ายครับ

...ผมจะเริ่มอย่างไรดีล่ะ...hahaha...^_^

ถ้าพูดถึงวิชาฟิสิกส์การเคลื่อนที่...โมเมนตัม คือ ส่วนหนึ่งของวิชานี้...ที่หน้าที่บ่งชี้ปริมาณและทิศทางของการเคลื่อนที่ว่ามี "พลังงานในการเคลื่อนที่" มากน้อยเป็นอย่างไร

เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของหุ้น...จะพบว่า Indicator ต่างๆที่บ่งชี้ถึง โมเมนตัมของราคานั้น...คำนวนจากมิติของราคาเพียงอย่างเดียว เช่น RSI, MACD, STOCHASTIC เป็นต้น

และเมื่อมองกลับมาที่ สูตรทางฟิสิกส์ โมเมนตัม มีค่าเท่ากับ มวล x ความเร็วของการเคลื่อนที่
- มวล คือ น้ำหนักของวัตถุ ไม่มีทิศทาง มีแต่ปริมาณ มีหน่วยการวัด คือ กิโลกรัม (kg)
- ความเร็ว คือ การเปลี่ยนแปลงการกระจัดการเคลื่อนที่ของวัตถุภายในช่วงเวลาหนึ่ง และเป็นปริมาณที่มีทิศทาง มีหน่วยการวัด คือ เมตร/วินาที (m/s) 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับโมเมนตัมได้ที่: https://en.wikipedia.org/wiki/Momentum

โดยเมื่อมองมาที่หุ้นแล้ว เรามีตัวแปร 2 ตัวแปรที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับ มวล และ ความเร็วของการเคลื่อนที่ นั่น คือ...

1. ปริมาณการซื้อขาย (Volume)
- ปริมาณค่านี้ถูกบันทึกไว้ในทุกช่วงเวลาต่างๆ (Time Frame) เช่น 1/15/30/60/120/240 นาที ไปจนถึง 1 วัน 1 สัปดาห์ 1 เดือน เป็นต้น

2. การเคลื่อนที่ของราคาเทียบกับช่วงเวลาต่างๆ (Price/Time)
- การกระจัดของราคา คือ จุดปิดราคา - จุดเปิดราคา (Closed price - Opened price)
หากมีค่าเป็นบวก = มีทิศทางขึ้น,
หากมีค่าเป็นลบ = มีทิศทางลง
ในช่วงเวลาที่ใช้อ้างอิงในการมองโมเมนตัม

- ช่วงเวลาอ้างอิง คือ ช่วงเวลาที่เราใช้มองโมเมนตัมของหุ้นนั้นๆ ใน Time Frame ต่างๆ โมเมนตัมที่เกิดขึ้นอาจมีความทับซ้อนกัน เช่น ภาพระดับเดือนโมเมนตัมเป็นบวก...แต่ภาพระดับวันโมเมนตัมมีการพักตัว หรือลดลง เป็นต้น

จุดสังเกตโมเมนตัมอย่างง่าย เมื่อมองในหุ้นที่มี Market cap. แตกต่างกัน...
...หากเคยสังเกตจะเห็นว่า...รถบรรทุกเมื่อครั้งเริ่มเคลื่อนที่ จะออกเริ่มต้นจนเคลื่อนไปข้างหน้าได้ช้ากว่า รถมอเตอร์ไซต์...นั่นเพราะ รถบรรทุกมีมวลมากกว่า (ความเฉื่อยเริ่มต้นมาก) ดังนั้น โมเมนตัมของแรงที่จะทำให้เกิดความเร็วค่าหนึ่ง ย่อมมากกว่าเป็นธรรมดา

...และเมื่อรถบรรทุกเคลื่อนที่ไปแล้ว จะทำให้หยุดจนไม่เคลื่อนที่อีกครั้ง ก็จะใช้เวลาและระยะทามากกว่า รถมอเตอร์ไซต์...นั่นเพราะ ขนาดของโมเมนตัมในการเคลื่อนที่ของรถบรรทุกมีมาก พิจารณาไปที่มวลของรถบรรทุกที่มากกว่า ถึงแม้ว่าความเร็วเท่ากัน รถบรรทุกก็หยุดได้ช้ากว่ารถมอเตอร์ไซต์ อย่างแน่่นอน

ภาพที่ 1: ขนาดเล็กใหญ่ ให้ดูที่มวลเป็นหลัก ขนาดของรูปไม่ได้บ่งบอกอะไร (ราคาบนกระดาน)

ทำไมถึง...ต้องรู้จักโมเมนตัม...ทุกท่านคงเคยได้ยิน "Trend is your friend" แต่ทุกท่านเคยถามไหมว่าใครคือเพื่อนที่แท้จริงของแนวโน้ม...นั่นแหละครับ ทำไมโมเมนตัมถึงมีความหมายในการเทรดกลยุทธ์ Run Trend...จุดเน้นย้ำนะครับ โมเมนตัม ไม่ได้บ่งบอกจุดเข้า จุดออกที่ดีในการซื้อขายนะครับ...มันทำหน้าที่อย่างเดียว คือ สนับสนุนแนวโน้มเดิม ที่เกิดขึ้นมาแล้ว (Trend Support)

เมื่อตระหนักได้ตามจุดสังเกต...มุมมองหน้าเทรด การเข้าออก สำหรับหุ้นเล็ก กลาง ใหญ่ ของทุกท่านจะเริ่มมีมุมมองเรื่องโมเมนตัมเพิ่มเข้าไป...ซึ่งผมเชื่อว่า หลายๆคนคงเป็นเหมือนเพิ่ม เช่น ถนัดเทรดหุ้นเล็กกลาง พอไปเทรดหุ้นใหญ่ เรามองว่ามันช้าไป อันที่จริงแล้ว มันไม่ได้ช้าหรอก มันเป็น พฤติกรรมการเคลื่อนที่ปกติของหุ้นที่มีมวลขนาดใหญ่ เท่านั้นเอง...เมื่อเราเข้าใจมันตั้งแต่พฤติกรรมการเคลื่อนที่จากคุณสมบัติพื้นฐานเหล่านี้...หน้าเทรดของเราต่อหุ้นต่างๆ ก็จะชัดเจนมากขึ้น

ตัวอย่างวันนี้ที่ผมจะใช้ยกตัวอย่า คือ หุ้นที่มีโมเมนตัมในทิศทาง "ลง-ไร้ทิศทาง-ขึ้น"

1. เมื่อมองการเคลื่อนที่ของราคาในกราฟรายเดือน
- พบว่าหุ้นตัวนี้มี โมเมนตัมไปทางขึ้น โดนเคยเกิด โมเมนตัมขึ้นจาก 8.2 > 10.80 พร้อม มวลของปริมารซื้อขายที่เข้ามาสนับสนุนแนวโน้มนี้
สิ่งนี้บ่งชี้ได้ว่า โมเมนตัม มี "ปริมาณเพิ่มขึ้น, ราคาขึ้น"

- จากนั้นเกิดการพักตัวที่ 10.20 - 11.20 พร้อมมวลที่ลดลง
สิ่งนี้บ่งชี้ได้ว่า โมเมนตัม มี "ปริมาณลดลง, ราคาพักตัว"

- ก่อนที่ราคาจะหลุดแนวโน้มขาขึ้นเดิม มีการเคลื่อนที่ของราคาต่อไปจากกรอบพักตัวไปที่ 12 พร้อมกับมวลที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
สิ่งนี้บ่งชี้ได้ว่า โมเมนตัม มี "ปริมาณเพิ่มขึ้นเล็กน้อย, ราคาขึ้น"

ช่วงที่ 3 ก่อนราคาลง หากเราสังเกตปริมาณของโมเมนตัม เราสามารถระบุได้ว่า หุ้นตัวนี้มีโมเมนตัมในการเคลื่อนที่ขึ้นที่ลดลง ดังนั้นการวางจุดออกไว้ที่ Low เดิม หรือแนวราคาเดิมที่เคยผ่านขึ้นมา จะเป็น Protection ให้การเทรดในครั้งนี้...และเมื่อพิจารณาจากกราฟรายเดือนอย่างแท้จริง...จุดออกของคนที่เข้าจากกราฟรายเดือน คือ Low เดิม = 10.20 และสามารถพิจารณารับหุ้นตัวนี้กลับได้ เมื่อเกิดรูปแบบราคากลับตัว เนื่องจากแนวโน้มระดับรายเดือน หากราคาจะทำให้แนวโน้มขาขึ้นพังลง ราคาต้องปิดต่ำกว่า Month Low = 8.20 เป็นต้น

ภาพที่ 2: กราฟราคารายเดือน

2. เมื่อมองการเคลื่อนที่ของราคาในกราฟรายวัน
- จากกราฟราคารายวัน หุ้นตัวนี้ถูกโมเมนตัมกดลงมาตลอด <<< ในช่วงนี้จะไม่มีการพิจารณารับกลับ เพราะเรารู้ฟิสิกส์พื้นฐานว่า...รถหากเคลื่อนที่ไปแล้ว เวลาหยุด ต้องใช้เวลา (มันจะตรงกับ Dow Theory เรื่อง แนวโน้มจะยังคงไปต่อ และจบลงเมื่อมันจบลง)

- เมื่อราคาเกิดการพักตัวหลังจากลงมาแถวๆ 9.00 - 9.40 หากมองว่าน่าสนใจที่จะเข้าเทรดหรือไม่ หากพิจารณา โมเมนตัมว่าสนับสนุนแนวโน้มหรือยัง ก็ตอบได้แค่เพียงว่า "ยังคงไม่น่าสนใจ" <<< ไร้ทิศทางว่าจะขึ้นหรือลงต่อ

- จนเมื่อราคาเกิดการขึ้นอย่างรุนแรงจาก 9.40 > 10.1 พร้อมกับ มวลที่มากขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อมองย้อนหลังกลับไปในอดีด (กรอบสีเขียว) <<< นี่คือจุดเริ่มต้นใหม่ของโมเมนตัมที่กลับตัวจาก ไร้ทิศทาง > ขาขึ้น

ภาพที่ 3: กราฟราคารายวัน

ทีนี้พอเรารู้ โมเมนตัมซึ่งเป็นสิ่งสนับสนุนการเคลื่อนที่ของราคา...Trend ก็จะสามารถเป็นเพื่อนกับเราได้อย่างแท้จริง...จุดเข้า จุดออกในการเทรด เราก็ไปมองในสเกลที่เล็กลง เช่น Bid Offer Ticker, Volume Analysis, แนวรับ แนวต้าน, FIBONACCI key level เป็นต้น

...จบ...hahaha...เอาจริงๆ โมเมนตัม มันไม่ได้ยากอะไร และเราก็ไม่ได้ใช้มันในการเข้าเทรดนะครับ...เราเพียงแค่มองหามันเพื่อเพิ่ม ความน่าจะเป็นในการเทรดของเรา ให้มีโอกาส "ชนะ" มากกว่า "แพ้" เท่านั้นเอง...ทีนี้หน้าเทรดแต่ละคน จุดเข้า จุดออก ก็ย่อมไม่เหมือนกัน...อย่าใช้โมเมนตัมมาอ้างในการที่เราจะไม่ "ตัดขาดทุน" เมื่อผิดทางจากหน้าเทรดของเราเด็ดขาด!!!

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชม...สามารถติชม ขอบคุณได้อย่างเต็มที่เพื่อการพัฒนาต่อไปครับ

สู้กันต่อไป แล้วเจอกันใหม่บทความหน้า

วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
19/08/2016...ระหว่างรอช่างมาติดตั้งเครื่องซักผ้า ^_^V

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

2 "เครื่องมือ"เพื่อมองหา Key Level ของ BLAZE Investor

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ผู้ศึกษาควรใช้วิจารณญาณในการรับชม ***

2 "เครื่องมือ"เพื่อมองหา Key Level ของ BLAZE Investor (4th step of BLAZE Investor)


บทความที่จะแบ่งปันต่อไปนี้ เกิดมาจาก “ความรู้” ที่ผมได้จากการอ่านและฟังความรู้มาอีกทีจนเกิดการตกผลึกเป็นมุมมองที่ผมใช้ในการหา “ความได้เปรียบ” ในการซื้อขาย “หุ้น”

ก่อนแรกขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็น
เสี่ยยักษ์ เสี่ยป๋อง เสี่ยปู่ อาจารย์ธีร์ Volume Analysis อาจารย์ม้า FIBONACCI trading
บทความของ คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร เรื่อง Bid Offer set up
โค๊ชซัน พี่เบียร์ พี่จักรินทร์ อาจารย์ติ Super Trader Thailand
พี่อรรถ พี่ชูชาติ และอีกหลายๆท่าน รวมถึงหนังสือ + Youtube ทุกคลิป + Facebook post sharing ที่ทำให้ผมเข้าใจมุมมองต่างๆเกี่ยวกับ การวิเคราะห์คำสั่งเสนอซื้อขาย มากขึ้น
(ส่วนมากดู Youtube พวกพี่ๆเขา ผมเชื่อว่าเพียงพอที่จะได้อะไรบางอย่างจากมุมมองระดับประสบการณ์นั้นๆ)


กฏการใช้งาน
- ห้ามขาดทุนเยอะ ผิดทางต้องคัตลอส อย่าอมของไม่ดี ของดีซื้อแล้วต้องวิ่ง ไม่วิ่งซึมๆลง ต้องขายทิ้ง

สวัสดีครับ วันนี้จะมาแบ่งปันการใช้งาน FIBONACCI + Volume Analysis เพื่อหาจุดที่มี "นัยยะสำคัญ" นะครับ โดยขั้นตอนนี้ คือ ส่วนหนึ่งของ BLAZE's Trade Set up ที่ผมใช้ในการเทรดหุ้นครับ สามารถอ่านรายละเอียดได้ตาม Blog Link ด้านล่าง: http://blazeinvestment.blogspot.com/2016/07/4-blaze-investor-blaze-trading-set-up.html

ตัวอย่างหุ้นที่ผมนำมาเขียนในวันนี้ คือ CK ครับ ไปดูกันเลย...

1. CK อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และพร้อมจะทำราคาสูงสุดใหม่ในกราฟรายเดือน (ATH)
ภาพที่ 1: กราฟราคารายเดือน

- หุ้นที่มี Market Cap. ระดับ CK ถ้าทำ All Time High ได้ผู้ที่ทำให้ราคายืนเหนือแนวต้านเก่าได้ ผมมองว่าไม่ธรรมดาครับ เพราะหุ้นมีขนาดแบบนี้ อาการ พฤติกรรมจะไม่เหมือนหุ้นเล็กที่ผู้ทำราคา Break Out หลอก ตบจนเม่าอย่างเรา มึนไปตามๆกันครับ...
- จากปริมาณซื้อขายก็มีลักษณะเพิ่มขึ้นมาจากเงียบๆ และยังไม่เกิดสภาวะ Volume Peak ตามสูตรเสี่ยยักษ์ที่ว่า ถ้าเกิดขึ้นแล้ว "ต้องระวัง"...อาจดอยในรอบนั้นได้...ผมจึงเลือก CK มาทำการบ้านต่อ (รู้สึกว่ามี Story BEM ด้วย และผมเห็นว่า CK ถือหุ้น BEM + ยังไม่มีวิ่ง เลยมาสนใจ CK)

2. มองหานัยยะสำคัญของราคาด้วย FIBONACCI projection + retracement
ภาพที่ 2: FIBONACCI projection 

- ผมเจอ CK แถวๆราคา 30-31.5 บาท ในระยะพักตัวหลังจากขึ้นมาจากจุดพักตัวก่อนหน้าแถวๆ 28-29 บาท

FIBONACCI Projection 
- เมื่อรู้ว่าหุ้นเป็นขาขึ้น และกำลังทำ ATH สิ่งที่ผมทำต่อ คือ มองหาว่าทำไมราคาถึงมาพัก 30-31.5 บาท จุดนี้ผมคิดว่า หากมีคนเก็บหุ้นมาก่อนผมที่ราคาแถวๆ 25 บาท เขาจะคิดอย่างไร เลยใช้ FIBONACCI projection มาช่วย
- 138.2% of FIBO projection บอกผมว่า คนที่ได้ของมาตั้งแต่ราคา 26 บาท ตอนนี้ได้กำไรมากกว่า คนที่ทำกำไรจากจุด A>B แล้วเป็นจำนวน 38.2%  ในทางจิตวิทยาแล้ว เป็นดังนี้ (เขียนเองยังงงๆ มันคิดได้พอดี)
   ณ A-B มีวงสวิง = 28.25 - 24.25 = 4 บาท
   ณ B-C มีวงสวิง = 28.25 - 26.00 = 2.25 บาท
   ณ C-138.2% FIBO projection มีวงสวิง = 31.56 - 26.00 = 5.56 บาท
- นั่นแปลความได้ว่า "ผู้ซื้อ" ที่รับของจาก "ผู้ขาย" ในช่วง B-C ทำกำไรเป็น 5.56/4 = 38.2% ของผู้ซื้อที่จุด A มาขายที่จุด B <<< นี่คือความหมายของ %วงสวิงของ FIBONACCI projection ครับ
- มันเป็นเรื่องปกติมากที่เมื่อผมได้กำไร 5.5 บาทจากจุดที่ผมรับมา เมื่อเทียบกับผู้เล่นก่อนหน้าผมที่ทำกำไรไปที่ 4 บาท ผมคงต้องปล่อยของออกมาเพื่อ Lock Profit ของผมบ้าง และนี่คือจุดพักตัวของราคาในรอบนี้

FIBONACCI Retracement
ภาพที่ 3: FIBONACCI retracement







- จากนั้นผมจะมองหาจุดสวิงของแนวโน้มลงส่วนย่อยในแนมโน้มขาขึ้นที่เป็นแนวโน้มหลัก นั่นคือ จากจุด B-C เพื่อหา Extension ในการพักตัวของแนวโน้มดังกล่าว (เพื่อการย่อพักตัวย้อนกลับมากกว่า 100% เราจะเรียก Retracement > Extension)
- จุดนี้ทำให้ผมเห็น 216.80% FIBONACCI extension ของราคาอยู่ที่แถว 30.88 บาท ซึ่งเป็นจุดใกล้เคียงกันกับ 138.20% FIBONACCI projection การให้ความหมายอันนี้ ผมได้รับความรู้จากอาจารย์ม้าเฉียวมาว่า เมื่อจุดของราคาทาง FIBONACCI 2 อันซ้อนทับกัน เราเรียกว่า "การเกาะกลุ่มของราคา (Price Cluster)"
- เมื่อทางจิตวิทยา ช่วงสวิง B-C มีค่าเท่ากับ 28.25 - 26 = 2.25 บาท และสวิง C>216.80% FIBONACCI extension มีค่าเท่ากับ 2.25 + (30.88-28.25) = 4.88 บาท...4.88/2.25 = 216.8% แปลความหมายได้ว่า...ผู้ซื้อจากจุด C ด้วยต้นทุนวงสวิง 2.25 บาท ได้กำไรมาแล้ว 4.88-2.25 บาท หรือประมาณ 116.8% ของวงสวิง B-C ครับ

%FIBONACCI ไม่เท่ากับ %กำไร หารด้วย ต้นทุนในการเข้าเทรด นะครับ...มันคือ %ของวงสวิงล่าสุดเทียบกับกำไรของวงสวิงก่อนหน้า...

...สรุปเพื่อจะได้ไม่งง ไม่งั้นผมจะงงไปด้วยคือ ใช้ FIBONACCI เพื่อหา "นัยยะสำคัญ" ของราคาเกิดมาจากวงสวิงเดียวกัน โดนเน้นไปที่ 2 มุมมองขึ้นไป นั่นคือการใช้ Projection + Retracement ครับ...จากนั้นผมก็จะมองหา "นัยยะสำคัญ" ของราคาด้วย Volume at Price ต่อไป

3. มองหานัยยะสำคัญของราคาด้วย Volume Analysis
ภาพที่ 4: Volume Analysis from 23/05-20/07/2016

- เมื่อผมรู้นัยยะสำคัญทางราคาโดย FIBONACCI price cluster = 30-31 บาท ผมกาง VA ออกมาจากช่วงที่ราคาถูกทำขึ้นมาเป็นแนวโน้มขาขึ้นประมาณวันที่ 23/05/2016 ถึงวันที่ผมเจอ CK คือ 20/07/2016
- พบว่า ฐานนิยม สำคัญในช่วงเวลาต่างๆมี 3 จุดคือ 27.25/29.00/31.00 โดยทั้ง 2 จุดแรกคือ "จุดพักตัวของราคา" ก่อนจะไปต่อทั้งสิ้น...ผมจึงกาง VA ลึกลงไปอีกในจุดที่ 3 ของ MOD = 31 บาท

ภาพที่ 4: Volume Analysis from 12/07-20/07/2016

- เมื่อกาง VA พบว่าเกิดการเรียงตัวทางปริมาณซื้อขาย (Volume Distribution) เป็นแบบ "เบ้ซ้าย"
ภาพที่ 5: Left Distribution

- ความหมายที่ผมให้กับการ "เบ้ซ้าย" ของข้อมูลทาง Volume คือ การไปต่อทางขวามือของราคา...พูดทางจิตวิทยา คือ ราคาถูกสร้างขึ้นมา โดยราคาบนช่องซ้ายมือของ MOD ไม่มีการซื้อขายที่มีปริมาณจนมีนัยยะสำคัญ จนมาถึงราคา 31 บาท...ราคาถูกกระชากขึ้นมานั่นเอง...จุดนี้ถ้าใครเรียนกับอาจารย์ติจะเข้าใจมากขึ้นครับ
- ผมเริ่่มวางจุดเข้า โดยมีเงื่อนไขว่า หากราคาสามารถยืนเหนือ 30.75 บาทได้...ผมจะเคาะขวาที่ 31 บาท และถือเพื่อหวัง ATH ทางราคาของ CK

กลับสู่ความจริง
ภาพที่ 6: ชีวิตจริง

- ผมเคาะ CK ไปที่ 31 บาททั้ง CK และ CK28C1612A = 0.42 ณ วันที่ 21/07/2016 CK ถูกกดลงมาที่ 31 บาท ตอนนั้นผมเริ่มมองว่า "เอาอย่างไรดี" แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากปริมาณซื้อขายบน VA คือ มีแรงขายออกมากตั้งแต่ 30.75 > 30 บาท จนพอถึงราคา 30 บาท เกิดสภาวะ Bid บาง Offer หนา มีแรงขาย+เติม Bid ตลอด...จุดนี้ผมเริ่มอุ่นใจในสถานะของผมมากขึ้น [อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Bid Offer Ticker Technique ได้ที่ http://blazeinvestment.blogspot.com/2016/05/bid-offer-analysis.html]

สุดท้ายนี้ก็แบบที่เห็นครับว่าราคา 31 บาท มีนัยยะสำคัญอย่างแท้จริงทางราคาและปริมาณการซื้อขาย หลังจากนั้น 2 วัน CK ทำราคาขึ้นไปทะลุทุกแนวราคาและทำ ATH ในที่สุดปิด 33.75 บาท เมื่อวันที่ 29/07/2016

ส่วนเสริมที่ผมเห็นว่าสามารถพัฒนาต่อได้: เมื่อได้ Key Level แล้ว Entry Timing นั้นสำคัญไม่แพ้กัน จุดนี้ผมปรับปรุงได้ หากนำ Bid Offer Ticker Technique ไปจับ ทำให้การเข้าเทรดของผมมีความแม่นยำมากขึ้นได้ครับ

อารมณ์กับการเทรดนี้: ตอนนี้ราคาแกว่งจาก 31 ลงมา 30 บาท สถานะ Call DW ของผมลบไป 4 ช่องๆ 600 บาท + Time Decay 1 ช่อง ผมบอกเลยว่า "แอบหลอน" 555 ^_^ คือยังไม่ชินเท่าไหร่กับการเทรด DW เพราะมองว่า "มันเสี่ยง" หลังจากไปเรียนกับ พี่ป้อม วัฒนา มากับ Super Trader Republic ทำให้ได้ Idea ในการเทรด DW มาอีกเยอะเลย ตรงนี้ก็สามารถนำไปปรับปรุงในการวางหน้าเทรดครั้งต่อไปได้เช่นกันครับ

การบ้านที่อยากจะให้: ลองวางแผนเทรด AAV กันครับ กำลังจะเกิด ATH เช่นกัน ^^

สู้กันต่อไป แล้วเจอกันใหม่บทความหน้า

วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
31/07/2016

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

4 ขั้นตอนหาข้อมูลสำหรับหน้าเทรดของ Blaze Investor (Blaze Trading Set up)

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ผู้ศึกษาควรใช้วิจารณญาณในการรับชม ***

4 ขั้นตอนหาข้อมูลสำหรับหน้าเทรดของ BLAZE Investor (BLAZE Trading Set up info collection)


บทความที่จะแบ่งปันต่อไปนี้ เกิดมาจาก “ความรู้” ที่ผมได้จากการอ่านและฟังความรู้มาอีกทีจนเกิดการตกผลึกเป็นมุมมองที่ผมใช้ในการหา “ความได้เปรียบ” ในการซื้อขาย “หุ้น”

ก่อนแรกขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็น
เสี่ยยักษ์ เสี่ยป๋อง เสี่ยปู่ อาจารย์ธีร์ Volume Analysis
บทความของ คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร เรื่อง Bid Offer set up
โค๊ชซัน พี่เบียร์ พี่จักรินทร์ อาจารย์ติ Super Trader Thailand
พี่อรรถ พี่ชูชาติ และอีกหลายๆท่าน รวมถึงหนังสือ + Youtube ทุกคลิป + Facebook post sharing ที่ทำให้ผมเข้าใจมุมมองต่างๆเกี่ยวกับ การวิเคราะห์คำสั่งเสนอซื้อขาย มากขึ้น
(ส่วนมากดู Youtube พวกพี่ๆเขา ผมเชื่อว่าเพียงพอที่จะได้อะไรบางอย่างจากมุมมองระดับประสบการณ์นั้นๆ)

กฏการใช้งาน
- ห้ามขาดทุนเยอะ ผิดทางต้องคัตลอส อย่าอมของไม่ดี ของดีซื้อแล้วต้องวิ่ง ไม่วิ่งซึมๆลง ต้องขายทิ้ง

4 ข้อมูลที่ผมจะดูทุกครั้งเพื่อสนับสนุนการเทรดที่ชนะ คือ

1. แนวโน้ม (Trend): Price Analysis
- เทรดหน้าไหน มองหาแนวโน้มหน้านั้น เท่านั้น ตัวอย่างนี้ คือ หน้า Long, ขาขึ้น, Uptrend แล้วแต่จะเรียกอ่ะครับ (ดู Time Frame ไหนก็ได้นะ แต่ผมชอบตั้งแต่รายเดือน รายสัปดาห์ ก่อนมาหาจุดเข้า)

ภาพที่ 1: Week Chart

- หากเคยได้ยินประโยคที่ว่า "Trend is Your Friend" บอกเลยว่าจริงครึ่งไม่จริงครึ่ง นะครับ 555 ^^ เพราะว่าหากเข้าหน้าเทรดถูกก็จริง แต่หากซื้อที่ขอบบนของแนวโน้มขาขึ้น หรือขายที่ขอบล่างของแนวโน้มขาลง ยังไงก็ "ขาดทุน" ครับ ขาดทุนในที่นี้ คือ ด้านจิตใจ ครับ เพราะการถือออเดอร์ติดลบนั้น ทำให้จิตใจไม่เป็นสุขแน่นอน ดังนั้น เราต้องมองหาการวิเคราะห์อื่นๆอีก ที่มากกว่า Price Analysis

2. ปริมาณซื้อขาย (Volume): Volume Support Trend
- ปริมาณซื้อขายที่มากกว่าหลายวันก่อนหน้า จนทำให้ราคาระเบิดออกจากกรอบสะสมเดิม เมื่อปริมาณซื้อขายเข้ามาแบบนี้ให้ "มั่นใจ" ไว้ ข้อหนึ่งครับ "ไม่มีใครซื้อของถูก ไปขายที่ถูกกว่า" ยกเว้นเม่านะ อันนี้ต้องสังเกต Volume อาจจะเริ่มดู Free Float ในตลาดประกอบด้วย ว่าปริมาณที่เข้ามานั้น มีนัยยะสำคัญอย่างไรหากเทียบกับ FF ทั้งหมด แต่เอาจริงๆ แค่มันมากกว่าค่าเฉลี่ย 5 วันที่ผ่านมา หุ้นตัวนั้นก็จะติด Compression Volume list ในหลายๆ Stock scanning platform แล้วครับ อย่างผมใช้ คือ eFinance เป็นต้น

ภาพที่ 2: ปริมาณซื้อขายที่ระเบิดขึ้นมา


3. มองหารูปแบบปริมาณการซื้อขาย (Volume Pattern): Volume Pattern Support Moving
- จากตัวอย่างพอเรากำหนดจุดเริ่มต้นของแนวโน้มได้ คือ วันที่ 20/04/2016 เราก็กาง VA ในโปรแกรม eFinance ขึ้นมา พบว่าการเรียงตัวของปริมาณซื้อขายที่จุดราคาต่างๆ มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จากราคาต่ำไปราคาสูง หากมองแค่นี้เราตีความไปเลยว่า "เราเสียเปรียบแน่ ถ้าซื้อที่ราคา ณ ปัจจุบัน" เพราะมีคนซื้อได้ต่ำกว่าเราเยอะๆ อยู่ฝั่งซ้ายมือไง

ภาพที่ 3.0: รูปแบบการเรียงตัวของปริมาณซื้อขาย

- แต่เมื่อ Volume at price เปลี่ยนได้จากการซื้อขายในอนาคตดังนั้นหากลองหา "จุดน่าสังเกต" ที่น่าสนใจ จะทำให้การวิเคราะห์ของเราเห็นรายละเอียดของหุ้นนั้นๆมากขึ้น

ภาพที่ 3.1: รูปแบบการเรียงตัวของปริมาณซื้อขาย 20/04 to 27/06 2016

- เห็นอะไรไหมเอ่ย เห็นภูเขาที่เพิ่มขึ้นมาแถวๆ 0.7 ไหมมม!!! ให้รู้ไว้เลยว่า ที่ราคานี้มี "ปริมาณซื้อขาย" จากใครหลายคน เข้ามาเฉยเลย แตกต่างขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าเก็บที่ราคาแถวนี้จะมีปริมาณสูงสุดน้อยกว่าแถว Volume Peak แรกช่วงวันที่ 20/04/2016 แต่มันก็มากพอที่จะบอกได้ว่า "เขาคงไม่ซื้อที่ราคานี้ เพื่อไปขายที่ราคาถูกกว่า" <<< จิตวิทยาขั้นพื้นฐานและใช้การได้ตลอดนะ ถ้าเขาซื้อนะ ไม่ใช่เราหรือเม่าซื้อ 555 ^^

4. กาง VA ที่จุดต่างๆ: Measure strong/weak of price level
ภาพที่ 4.0: รูปแบบการเรียงตัวของปริมาณซื้อขาย 27/06/2016

- VA ในวันที่ 27/06/2016 ถ้าเป็นสไตล์อาจารย์ติ ก็จะบอกว่า "มันต้องพักตัวหรือลง" ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ก็ให้ดูราคาปิดสิ มันยืนเหนือ "Mod หรือจุดที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด" ในวันไม่ได้ ทางจิตวิทยาอ่ะนะ มันคือจุดวัดใจว่าจะไปหรือจะลง 
- ถ้ายืนเหนือ Mod ได้ มันจะไปต่อ ไปน้อยไปมาก มันก็จะไปก่อน เพราะมันยืนเหนือจุดที่ปริมาณส่วนใหญ่ถูกซื้อขาย พูดง่ายๆ ในระดับ ไมโครสุดแล้ว ปริมาณภายในวัน ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ Volume Pattern ของแนวโน้มอ่ะ VA ในวันก็จะบอกรูปแบบการไปต่อหรือลดลงของราคา แต่เมื่อ Trend is Friend มันเลยมีอาการ ขึ้น ย่อ พัก ขึ้น ย่อ พัก ไง อะไรทำนองนั้น
- แล้วจุดรับต่อไปที่มีนัยยะทางปริมาณการซื้อขายคือตรงไหน ก็มองแนวรับทางราคาก่อน จากนั้นกาง VA ต่อ

ภาพที่ 4.1: รูปแบบการเรียงตัวของปริมาณซื้อขาย 15/06 to 30/06/2016

- ทรงแบบนี้มัน Elliot Wave 3 ชัดๆ ตามทฤษฏี Wave 3 จะเป็น Wave ที่มีปริมาณซื้อขายมากที่สุด Wave 1 กับ Wave 5 จะลดลงจาก Wave เหมือนรูปภูเขา 3 ลูก อันนี้ฟังมาจากอาจารย์ตินะ แต่ผมยังไม่ได้เรียนกับแกแบบเต็มคอร์สนะ ที่จะได้ก็คือ หุ้นทรงปริมาณซื้อขายแบบนี้อย่างไงก็ไปต่อ

##############################################################################

เมื่อได้ข้อมูลตามที่ต้องการ ก็มาตั้งหน้าเทรดสำหรับหุ้นตัวนั้นๆ
1. ซื้อตรงไหน, เมื่ออะไรเกิดขึ้น
2. ออกตรงไหน, เมื่ออะไรเกิดขึ้น
3. Risk Reward คุ้มไหมที่จะลงทุนมากกว่า 2 เท่าก็ดีนะ ขึ้นกับ Time Frame, Acceptable loss, Position Sizing และอื่นๆ แล้วแต่เลยครับ

หน้าเทรดของผมสำหรับหุ้นตัวนี้
1. รับซื้อไม้แรก 0.67 หลุด 0.64 คัตหมด
2. รับไม้สอง อาจพิจารณาจาก Bid Offer Ticker 0.70 <<< หรืออาจจะเป็นไม้แรกเลยก็ได้ หาก BO สวยจริงๆ
3. รับไม้สุดท้ายที่ 0.72 Mod เก่าของวันที่ 29/06/2016 ถ้ายืนได้ ไปแถว 0.80 คือเป้าหมายคาดหวังแรก <<< เป้าหมายก็ดูแนวราคาทางซ้ายมือที่เคยผ่านมาอ่ะครับ

ภาพที่ 5: Key price level by volume

ส่วนเรื่องการวางเงินในออเดอร์จุดต่างๆ มันแล้วแต่สไตล์คนนะครับ อันนี้ไม่เหมือนกัน เพราะมันขึ้นอยู่กับอะไรหลายๆอย่าง เช่น ขนาดพอร์ต, รูปแบบการรับความเสี่ยง, การบริหารเงินหน้าตัก, สไตล์การเทรด อะไรทำนองนั้น ไม่ตายตัวครับ เราวิเคราะห์เทคนิคเพื่อเพิ่มความได้เปรียบของเรา ไม่ได้เอาไว้กำหนดว่ามันจะเป็นแบบที่เราคิดครับ ดังนั้นการบริหารเงินหรือ MM จึงสำคัญในแบบที่แต่ละท่านเหมาะกับมัน ^^

แชร์กันเยอะๆนะ เราจะได้เลิกดอยจากอาการ "Volume Peak Price Peak" เสียที ^_^V

อ่านเพิ่มเติมเรื่อง VOLBO 
=====================================================================
สู้กันต่อไป แล้วเจอกันใหม่บทความหน้า

วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
04/07/2016