*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ผู้ศึกษาควรใช้วิจารณญาณในการรับชม ***
4 ขั้นตอนหาข้อมูลสำหรับหน้าเทรดของ BLAZE Investor (BLAZE Trading Set up info collection)
บทความที่จะแบ่งปันต่อไปนี้ เกิดมาจาก “ความรู้” ที่ผมได้จากการอ่านและฟังความรู้มาอีกทีจนเกิดการตกผลึกเป็นมุมมองที่ผมใช้ในการหา “ความได้เปรียบ” ในการซื้อขาย “หุ้น”
ก่อนแรกขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็น
เสี่ยยักษ์ เสี่ยป๋อง เสี่ยปู่ อาจารย์ธีร์ Volume Analysis
บทความของ คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร เรื่อง Bid Offer set up
โค๊ชซัน พี่เบียร์ พี่จักรินทร์ อาจารย์ติ Super Trader Thailand
พี่อรรถ พี่ชูชาติ และอีกหลายๆท่าน รวมถึงหนังสือ + Youtube ทุกคลิป + Facebook post sharing ที่ทำให้ผมเข้าใจมุมมองต่างๆเกี่ยวกับ การวิเคราะห์คำสั่งเสนอซื้อขาย มากขึ้น
(ส่วนมากดู Youtube พวกพี่ๆเขา ผมเชื่อว่าเพียงพอที่จะได้อะไรบางอย่างจากมุมมองระดับประสบการณ์นั้นๆ)
กฏการใช้งาน
- ห้ามขาดทุนเยอะ ผิดทางต้องคัตลอส อย่าอมของไม่ดี ของดีซื้อแล้วต้องวิ่ง ไม่วิ่งซึมๆลง ต้องขายทิ้ง
4 ข้อมูลที่ผมจะดูทุกครั้งเพื่อสนับสนุนการเทรดที่ชนะ คือ
1. แนวโน้ม (Trend): Price Analysis
- เทรดหน้าไหน มองหาแนวโน้มหน้านั้น เท่านั้น ตัวอย่างนี้ คือ หน้า Long, ขาขึ้น, Uptrend แล้วแต่จะเรียกอ่ะครับ (ดู Time Frame ไหนก็ได้นะ แต่ผมชอบตั้งแต่รายเดือน รายสัปดาห์ ก่อนมาหาจุดเข้า)
- หากเคยได้ยินประโยคที่ว่า "Trend is Your Friend" บอกเลยว่าจริงครึ่งไม่จริงครึ่ง นะครับ 555 ^^ เพราะว่าหากเข้าหน้าเทรดถูกก็จริง แต่หากซื้อที่ขอบบนของแนวโน้มขาขึ้น หรือขายที่ขอบล่างของแนวโน้มขาลง ยังไงก็ "ขาดทุน" ครับ ขาดทุนในที่นี้ คือ ด้านจิตใจ ครับ เพราะการถือออเดอร์ติดลบนั้น ทำให้จิตใจไม่เป็นสุขแน่นอน ดังนั้น เราต้องมองหาการวิเคราะห์อื่นๆอีก ที่มากกว่า Price Analysis
2. ปริมาณซื้อขาย (Volume): Volume Support Trend
- ปริมาณซื้อขายที่มากกว่าหลายวันก่อนหน้า จนทำให้ราคาระเบิดออกจากกรอบสะสมเดิม เมื่อปริมาณซื้อขายเข้ามาแบบนี้ให้ "มั่นใจ" ไว้ ข้อหนึ่งครับ "ไม่มีใครซื้อของถูก ไปขายที่ถูกกว่า" ยกเว้นเม่านะ อันนี้ต้องสังเกต Volume อาจจะเริ่มดู Free Float ในตลาดประกอบด้วย ว่าปริมาณที่เข้ามานั้น มีนัยยะสำคัญอย่างไรหากเทียบกับ FF ทั้งหมด แต่เอาจริงๆ แค่มันมากกว่าค่าเฉลี่ย 5 วันที่ผ่านมา หุ้นตัวนั้นก็จะติด Compression Volume list ในหลายๆ Stock scanning platform แล้วครับ อย่างผมใช้ คือ eFinance เป็นต้น
3. มองหารูปแบบปริมาณการซื้อขาย (Volume Pattern): Volume Pattern Support Moving
- จากตัวอย่างพอเรากำหนดจุดเริ่มต้นของแนวโน้มได้ คือ วันที่ 20/04/2016 เราก็กาง VA ในโปรแกรม eFinance ขึ้นมา พบว่าการเรียงตัวของปริมาณซื้อขายที่จุดราคาต่างๆ มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จากราคาต่ำไปราคาสูง หากมองแค่นี้เราตีความไปเลยว่า "เราเสียเปรียบแน่ ถ้าซื้อที่ราคา ณ ปัจจุบัน" เพราะมีคนซื้อได้ต่ำกว่าเราเยอะๆ อยู่ฝั่งซ้ายมือไง
- แต่เมื่อ Volume at price เปลี่ยนได้จากการซื้อขายในอนาคตดังนั้นหากลองหา "จุดน่าสังเกต" ที่น่าสนใจ จะทำให้การวิเคราะห์ของเราเห็นรายละเอียดของหุ้นนั้นๆมากขึ้น
4. กาง VA ที่จุดต่างๆ: Measure strong/weak of price level
4 ข้อมูลที่ผมจะดูทุกครั้งเพื่อสนับสนุนการเทรดที่ชนะ คือ
1. แนวโน้ม (Trend): Price Analysis
- เทรดหน้าไหน มองหาแนวโน้มหน้านั้น เท่านั้น ตัวอย่างนี้ คือ หน้า Long, ขาขึ้น, Uptrend แล้วแต่จะเรียกอ่ะครับ (ดู Time Frame ไหนก็ได้นะ แต่ผมชอบตั้งแต่รายเดือน รายสัปดาห์ ก่อนมาหาจุดเข้า)
ภาพที่ 1: Week Chart
- หากเคยได้ยินประโยคที่ว่า "Trend is Your Friend" บอกเลยว่าจริงครึ่งไม่จริงครึ่ง นะครับ 555 ^^ เพราะว่าหากเข้าหน้าเทรดถูกก็จริง แต่หากซื้อที่ขอบบนของแนวโน้มขาขึ้น หรือขายที่ขอบล่างของแนวโน้มขาลง ยังไงก็ "ขาดทุน" ครับ ขาดทุนในที่นี้ คือ ด้านจิตใจ ครับ เพราะการถือออเดอร์ติดลบนั้น ทำให้จิตใจไม่เป็นสุขแน่นอน ดังนั้น เราต้องมองหาการวิเคราะห์อื่นๆอีก ที่มากกว่า Price Analysis
2. ปริมาณซื้อขาย (Volume): Volume Support Trend
- ปริมาณซื้อขายที่มากกว่าหลายวันก่อนหน้า จนทำให้ราคาระเบิดออกจากกรอบสะสมเดิม เมื่อปริมาณซื้อขายเข้ามาแบบนี้ให้ "มั่นใจ" ไว้ ข้อหนึ่งครับ "ไม่มีใครซื้อของถูก ไปขายที่ถูกกว่า" ยกเว้นเม่านะ อันนี้ต้องสังเกต Volume อาจจะเริ่มดู Free Float ในตลาดประกอบด้วย ว่าปริมาณที่เข้ามานั้น มีนัยยะสำคัญอย่างไรหากเทียบกับ FF ทั้งหมด แต่เอาจริงๆ แค่มันมากกว่าค่าเฉลี่ย 5 วันที่ผ่านมา หุ้นตัวนั้นก็จะติด Compression Volume list ในหลายๆ Stock scanning platform แล้วครับ อย่างผมใช้ คือ eFinance เป็นต้น
ภาพที่ 2: ปริมาณซื้อขายที่ระเบิดขึ้นมา
3. มองหารูปแบบปริมาณการซื้อขาย (Volume Pattern): Volume Pattern Support Moving
- จากตัวอย่างพอเรากำหนดจุดเริ่มต้นของแนวโน้มได้ คือ วันที่ 20/04/2016 เราก็กาง VA ในโปรแกรม eFinance ขึ้นมา พบว่าการเรียงตัวของปริมาณซื้อขายที่จุดราคาต่างๆ มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จากราคาต่ำไปราคาสูง หากมองแค่นี้เราตีความไปเลยว่า "เราเสียเปรียบแน่ ถ้าซื้อที่ราคา ณ ปัจจุบัน" เพราะมีคนซื้อได้ต่ำกว่าเราเยอะๆ อยู่ฝั่งซ้ายมือไง
ภาพที่ 3.0: รูปแบบการเรียงตัวของปริมาณซื้อขาย
- แต่เมื่อ Volume at price เปลี่ยนได้จากการซื้อขายในอนาคตดังนั้นหากลองหา "จุดน่าสังเกต" ที่น่าสนใจ จะทำให้การวิเคราะห์ของเราเห็นรายละเอียดของหุ้นนั้นๆมากขึ้น
ภาพที่ 3.1: รูปแบบการเรียงตัวของปริมาณซื้อขาย 20/04 to 27/06 2016
- เห็นอะไรไหมเอ่ย เห็นภูเขาที่เพิ่มขึ้นมาแถวๆ 0.7 ไหมมม!!! ให้รู้ไว้เลยว่า ที่ราคานี้มี "ปริมาณซื้อขาย" จากใครหลายคน เข้ามาเฉยเลย แตกต่างขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าเก็บที่ราคาแถวนี้จะมีปริมาณสูงสุดน้อยกว่าแถว Volume Peak แรกช่วงวันที่ 20/04/2016 แต่มันก็มากพอที่จะบอกได้ว่า "เขาคงไม่ซื้อที่ราคานี้ เพื่อไปขายที่ราคาถูกกว่า" <<< จิตวิทยาขั้นพื้นฐานและใช้การได้ตลอดนะ ถ้าเขาซื้อนะ ไม่ใช่เราหรือเม่าซื้อ 555 ^^
ภาพที่ 4.0: รูปแบบการเรียงตัวของปริมาณซื้อขาย 27/06/2016
- VA ในวันที่ 27/06/2016 ถ้าเป็นสไตล์อาจารย์ติ ก็จะบอกว่า "มันต้องพักตัวหรือลง" ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ก็ให้ดูราคาปิดสิ มันยืนเหนือ "Mod หรือจุดที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด" ในวันไม่ได้ ทางจิตวิทยาอ่ะนะ มันคือจุดวัดใจว่าจะไปหรือจะลง
- ถ้ายืนเหนือ Mod ได้ มันจะไปต่อ ไปน้อยไปมาก มันก็จะไปก่อน เพราะมันยืนเหนือจุดที่ปริมาณส่วนใหญ่ถูกซื้อขาย พูดง่ายๆ ในระดับ ไมโครสุดแล้ว ปริมาณภายในวัน ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ Volume Pattern ของแนวโน้มอ่ะ VA ในวันก็จะบอกรูปแบบการไปต่อหรือลดลงของราคา แต่เมื่อ Trend is Friend มันเลยมีอาการ ขึ้น ย่อ พัก ขึ้น ย่อ พัก ไง อะไรทำนองนั้น
- แล้วจุดรับต่อไปที่มีนัยยะทางปริมาณการซื้อขายคือตรงไหน ก็มองแนวรับทางราคาก่อน จากนั้นกาง VA ต่อ
ภาพที่ 4.1: รูปแบบการเรียงตัวของปริมาณซื้อขาย 15/06 to 30/06/2016
- ทรงแบบนี้มัน Elliot Wave 3 ชัดๆ ตามทฤษฏี Wave 3 จะเป็น Wave ที่มีปริมาณซื้อขายมากที่สุด Wave 1 กับ Wave 5 จะลดลงจาก Wave เหมือนรูปภูเขา 3 ลูก อันนี้ฟังมาจากอาจารย์ตินะ แต่ผมยังไม่ได้เรียนกับแกแบบเต็มคอร์สนะ ที่จะได้ก็คือ หุ้นทรงปริมาณซื้อขายแบบนี้อย่างไงก็ไปต่อ
##############################################################################
เมื่อได้ข้อมูลตามที่ต้องการ ก็มาตั้งหน้าเทรดสำหรับหุ้นตัวนั้นๆ
1. ซื้อตรงไหน, เมื่ออะไรเกิดขึ้น
2. ออกตรงไหน, เมื่ออะไรเกิดขึ้น
3. Risk Reward คุ้มไหมที่จะลงทุนมากกว่า 2 เท่าก็ดีนะ ขึ้นกับ Time Frame, Acceptable loss, Position Sizing และอื่นๆ แล้วแต่เลยครับ
หน้าเทรดของผมสำหรับหุ้นตัวนี้
1. รับซื้อไม้แรก 0.67 หลุด 0.64 คัตหมด
2. รับไม้สอง อาจพิจารณาจาก Bid Offer Ticker 0.70 <<< หรืออาจจะเป็นไม้แรกเลยก็ได้ หาก BO สวยจริงๆ
3. รับไม้สุดท้ายที่ 0.72 Mod เก่าของวันที่ 29/06/2016 ถ้ายืนได้ ไปแถว 0.80 คือเป้าหมายคาดหวังแรก <<< เป้าหมายก็ดูแนวราคาทางซ้ายมือที่เคยผ่านมาอ่ะครับ
ภาพที่ 5: Key price level by volume
ส่วนเรื่องการวางเงินในออเดอร์จุดต่างๆ มันแล้วแต่สไตล์คนนะครับ อันนี้ไม่เหมือนกัน เพราะมันขึ้นอยู่กับอะไรหลายๆอย่าง เช่น ขนาดพอร์ต, รูปแบบการรับความเสี่ยง, การบริหารเงินหน้าตัก, สไตล์การเทรด อะไรทำนองนั้น ไม่ตายตัวครับ เราวิเคราะห์เทคนิคเพื่อเพิ่มความได้เปรียบของเรา ไม่ได้เอาไว้กำหนดว่ามันจะเป็นแบบที่เราคิดครับ ดังนั้นการบริหารเงินหรือ MM จึงสำคัญในแบบที่แต่ละท่านเหมาะกับมัน ^^
แชร์กันเยอะๆนะ เราจะได้เลิกดอยจากอาการ "Volume Peak Price Peak" เสียที ^_^V
อ่านเพิ่มเติมเรื่อง VOLBO
=====================================================================
สู้กันต่อไป แล้วเจอกันใหม่บทความหน้า
วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
04/07/2016







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น