วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561

Global Macro Economics...ตอนที่#1 เมื่อโลกไม่ได้หมุนรอบประเทศไทย

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ผู้ศึกษาควรใช้วิจารณญาณในการรับชม ***

Global Macro Economics...
ตอนที่ #1 เมื่อโลกไม่ได้หมุนรอบประเทศไทย

หลังจากเขียนกระทู้ หมูปิ้ง vs. สินทรัพย์ ตอนแรกไปแล้วนั้น วันนี้ถือเป็นวันดี เมื่อเวลาผ่านมาอีก 15 เดือน 555+ (เอาจริงๆปี 2560 ทั้งเรียน ทั้งฝึกฝน ทั้งปี เลยไม่ได้เขียน Blog เลยจ้า) ...ผมขอแนะนำตัวอย่างง่ายก่อนครับ  ผม วรินทร หอรุ่งเรืองชัย แอดมินเพจ "วิศวกรสอนลงทุน" หากท่านใด "ยังไม่กด LIKE" รบกวนกดที่ Link ด้านล่างได้เลยครับ ^_^V

วิศวกรสอนลงทุน: https://web.facebook.com/EngTechStock/
(ผู้ติดตามได้รับทั้งความรู้ในการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หุ้น, ทองคำ, สินค้าอนุพันธ์อย่างพวก Futures, FOREX , Bitcoin, Cryptocurrency, อื่นๆอีกมากมายครับ ^_^)

หลังจากขายของเสร็จแล้ว...เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า 555+

เมื่อโลกไม่ได้หมุนรอบประเทศไทย
ภาพที่ 1:โลกกับดวงอาทิตย์

...โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์...จึงเกิดกลางวันกลางคืนไปยังเมืองใหญ่ต่างๆทั่วโลก...และเมื่อการซื้อขาย ธุรกิจห้างร้าน กิจการต่างๆนั้น ดำเนินการเมื่อ ดวงอาทิตย์ส่องสว่าง และจบลงในวัน เมื่อดวงอาทิตย์อับแสงแล้ว...การดำเนินการทั้งหมดของทุกเมืองทั่วโลก จึงสลับกันไปมา ฉันใด...การลงทุนในประเทศไทย โดยไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงของโลก ย่อมเสียเปรียบทุกครั้งไป ฉันนั้น ^_^V

ภาพที่ 2:ประเทศไทยบนแผนที่โลก

...ทำไมถึงพูดว่า...การเปลี่ยนแปลงภายในโลก มีผลต่อการลงทุนในประเทศไทย ให้ดูตามภาพที่ 2...เนื่องจากทุกประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ...ทั่วโลก...มีการค้า ในเวลาที่ต่างกัน...จึงทำให้ตลาดเงิน ตลาดทุน ทั่วโลก เปิด-ปิด ต่างกันไป...และด้วยเวลาที่ต่างกันนั้น จึงเกิดสภาวะ Lag Lead ซึ่งกันและกันของแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ตลาดการเงิน การลงทุน ของญี่ปุ่นจะเริ่มก่อน ตามมาด้วยตลาดฮ่องกง และไทย และวนไปยัง ประเทศแทบยุโรปและอเมริกา...

ภาพที่ 3:ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก

...จากภาพที่ 3 ตลาดญี่ปุ่นและฮ่องกงเปิดทำการค้าขายก่อนประเทศไทย...และโดยส่วนใหญ่ หากดัชนีสามารถยืนในแดนบวกเขียวตลอดทั้งช่วงเช้า ดัชนีประเทศไทยก็มีโอกาสยืนในแดนบวกเช่นกัน...นี่ถึงได้บอกตั้งแต่ตอนต้นว่า "โลกไม่ได้หมุนรอบประเทศไทย"...และเป็นเรื่องที่สร้างความได้เปรียบให้กับเราได้ เมื่อเราวางพื้นฐานความคิดว่า...ตลาดการเงิน การลงทุนในประเทศไทย ไม่ได้ขึ้นกับแค่ปัจจัยภายในประเทศ...เท่านั้น
=====================================================================
นอกเหนือ...จากตัวเลขเชิงดัชนีของแต่ละประเทศแล้ว...ผมยังมีตัวเลขสำคัญๆที่น่าสนใจอีกมากมาย...โดยความรู้ทั้งหมดนั้น ต้องขอขอบคุณอาจารย์ทางด้านการเงินทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นคอร์สสัมนาทั้งหลาย ความรู้ทาง Facebook และ Youtube...ไปดูกันเลยว่ามีอะไรที่น่าสนใจ ควรจดไว้เป็น 1 ในเรดาร์ของเราในการวิเคราะห์ภาพ Global Macro ต่อไป...

1. ดัชนีตลาดหุ้นหลักทั่วโลก Major Indices
- จากข้อมูลพื้นฐานด้านบน...ความเกี่ยวเนื่องกันทางการค้าของทุกประเทศทั่วโลก...ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นของทั่วโลกเกี่ยวข้องจนแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะดัชนีหุ้นเป็นเสมือนตัวกำหนด "ความรู้สึกของนักลงทุน" ของแต่ละประเทศ...ดัชนีที่เราสนใจจะมี...
    1.0 NIKKEI 225 (N225): ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่น ประกอบด้วยหุ้น 225 ตัวที่มีขนาดใหญ่ทาง Market Capitalization มากที่สุดในตลาด Tokyo โดยคำนวนดัชนีจากวิธีการ Price-weighted
   1.1 Heng Seng (HSI): ดัชนีตลาดหุ้นฮ่องกง ประกอบด้วยหุ้น 50 ตัวที่มีขนาดใหญ่ทาง Market Capitalization มากที่สุดในตลาด Hong Kong โดยคำนวนดัชนีจากวิธีการ Free-float capitalization-weighted
    1.2 Dow Jones Industrial Average (DJI): ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยหุ้น 30 ตัวที่มีขนาดใหญ่ทาง Market Capitalization มากที่สุดในตลาด NYSE และ NASDAQ โดยคำนวน              ดัชนีจากวิธีการ Price-weighted
    1.3 The Standard & Poor's 500 (SPX): ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยหุ้น 500 ตัวที่มีขนาดใหญ่ทาง Market Capitalization มากที่สุดในตลาด NYSE และ NASDAQ โดยคำนวน              ดัชนีจากวิธีการ Free-float capitalization-weighted





ภาพที่ 4: ความสัมพันธ์กันของดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกกับตลาดหุ้นไทย


...ข้อสรุปโดยง่าย คือ หากตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ...ตลาดหุ้นประเทศไทยจะเคลื่อนที่ไปยังทิศทางเดียวกัน...จากภาพที่ 4 คือ ข้อมูลตัวเลขดัชนีสำคัญทั่วโลกที่มีการปรับตัวลงในช่วงเวลา 29/01/2018 ถึง 09/02/2018...ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงไปตามกัน

2. ราคาน้ำมันดิบ WTI
- ราคาน้ำมันดิบไม่ได้มีผลต่อตลาดหุ้นไทยโดยตรง...แต่ดันไปมีผลกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมัน...พี่ ปอตอทอ ของเรานั่นเอง...



ภาพที่ 5: ความสัมพันธ์กันของราคาน้ำมันดิบ, ปอตอทอ และตลาดหุ้นไทย

...ข้อสรุปโดยง่าย คือ หากราคาน้ำมันดิบ (ในภาพที่ 5 นั้นใช้ราคา WTI เป็นราคาอ้างอิง) มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ...บริษัทน้ำมัน ปอตอทอ ก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปในทิศทางเดียวกัน...จากภาพที่ 5 คือ ข้อมูลตัวเลขราคาน้ำมันดิบ, ปอตอทอ และตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลา 22/06/2017 ถึง 25/01/2018...และเนื่องปอตอทอ คิดเป็นสัดส่วนถึง 8.72% ของตลาดหุ้นไทยภาพรวม (ข้อมูลอ้างอิงจาก http://info.marketanyware.com)...ดังนั้น เมื่อปอตอทอมีการขยับขึ้นหรือลงจะส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยในสัดส่วน 8.72% เลยทีเดียว...ซึ่งมีผลต่อตลาดหุ้นมากที่สุดเลยก็ว่าได้

3. ดัชนีความผันผวน Volatility Index (VIX)
- ดัชนีนี้อีกชื่อหนึ่งคือ "ดัชนีความกลัว" ในตลาด S&P 500...ทำให้ง่าย หากดัชนีนี้ต่ำ...แปลว่า ภาพรวมของตลาด S&P คนส่วนใหญ่กล้าลงทุน...แต่เมื่อดัชนีนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ...แสดงว่าความกลัวเริ่มเข้าปกคลุมตลาดภาพรวม...จริงๆแล้วมันคำนวนดัชนีมาจาก S&P 500 Index Option อีกที

ภาพที่ 6: ความสัมพันธ์กันของดัชนีความผันผวนกับตลาดหุ้นอเมริกา S&P 500

...ข้อสรุปโดยง่าย คือ หากดัชนี VIX มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ...ตลาดหุ้นอเมริกา 500 ตัวในตลาดจะถูกเทขายออกมาอย่างรุนแรง...จากภาพที่ 6 คือ ข้อมูลตัวเลขของ VIX และ SPX ในช่วงเวลา 25/12/2017 ถึง 05/02/2018...ดัชนี VIX ปรับตัวขึ้นมาเรื่อยๆพร้อมกับ SPX ที่ปรับตัวขึ้นมา ก่อนที่จะเกิด Gap up ของ VIX พร้อมกันกับการเทขายอย่างรุนแรงของ SPX ในวันเดียวกัน...แต่สังเกตให้ดี...ตลาดหุ้นอเมริกาอาจจะตกใจมากไปหน่อย ทำให้เกิดอีก New Low เกิดขึ้นหลังจาก VIX ทำจุดสูงใหม่ไม่ได้...นั่นแปลว่า...คนไม่ได้กลัวจริงอีกแล้ว...แต่เกิดการ Manipulate ตลาดเกิดขึ้น...จุดนี้จะเป็นจุดเข้าซื้อ S&P 500 ที่ดีเช่นกัน...เมื่อความกลัวกับการเทขายมันเกิดสภาวะ Divergence หรือไม่ไปในทิศทางเดียวกัน
=====================================================================

วันนี้ขอฝากไว้ทั้ง 3 ตัวเลข Global Macro ที่น่าสนใจ ซึ่งทั้ง 3 ตัวเลขเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้นไทยมาโดยตลอด...การใช้งานนั้นอาจจะเป็นไปในรูปของการวิเคราะห์แนวโน้มภาพรวม...เราก็จะได้ Bias ในการลงทุนมากขึ้น กว่าช่วงนี้ควรลงทุนมาก, ปานกลาง หรือถือเงินสดมากหน่อย...ตรงนี้ก็ขึ้นกับ Money Management ของแต่ละท่านต่อไป

จริงๆแล้ว Global Macro Economics นอกเสียจาก 3 ตัวเลขอย่างง่ายด้านบน...ยังมีตัวเลขอื่นๆที่น่าสนใจอีกมากมาย...ไม่ว่าจะเป็น FED interest rate, 10-Year U.S. Bond Yield, US Index, USDTHB, นโยบายการค้าต่างๆ, กฏหมายภาษีการค้าระหว่างประเทศ หรือแม้กระทั่ง Mega Project ภายในประเทศที่ใช้ดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามาลงทุน ก็มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยโดยตรงเช่นกัน...ในตอนหน้าจะมาเขียนเพิ่มเติมให้ทุกท่านได้อ่านกันอีกครั้ง...หากตอนที่หนึ่งนี้มีประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านในวงกว้างครับ ^_^

หวังว่าทุกท่านจะได้ความรู้ + ความฮา + ความตระหนักรู้เกี่ยวกับระบบการเงินในปัจจุบันเพิ่มขึ้น

หากต้องการติดตามแผนการลงทุนจากการวิเคราะห์กราฟเทคนิคในตลาดต่างๆทั่วโลกสามารถติดตามได้ที่ https://www.tradingview.com/u/blazeboy/#published-charts

ขอบคุณที่ติดตามครับ
วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
วิศวกรสอนลงทุน...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น