วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

2 "เครื่องมือ"เพื่อมองหา Key Level ของ BLAZE Investor

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ผู้ศึกษาควรใช้วิจารณญาณในการรับชม ***

2 "เครื่องมือ"เพื่อมองหา Key Level ของ BLAZE Investor (4th step of BLAZE Investor)


บทความที่จะแบ่งปันต่อไปนี้ เกิดมาจาก “ความรู้” ที่ผมได้จากการอ่านและฟังความรู้มาอีกทีจนเกิดการตกผลึกเป็นมุมมองที่ผมใช้ในการหา “ความได้เปรียบ” ในการซื้อขาย “หุ้น”

ก่อนแรกขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็น
เสี่ยยักษ์ เสี่ยป๋อง เสี่ยปู่ อาจารย์ธีร์ Volume Analysis อาจารย์ม้า FIBONACCI trading
บทความของ คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร เรื่อง Bid Offer set up
โค๊ชซัน พี่เบียร์ พี่จักรินทร์ อาจารย์ติ Super Trader Thailand
พี่อรรถ พี่ชูชาติ และอีกหลายๆท่าน รวมถึงหนังสือ + Youtube ทุกคลิป + Facebook post sharing ที่ทำให้ผมเข้าใจมุมมองต่างๆเกี่ยวกับ การวิเคราะห์คำสั่งเสนอซื้อขาย มากขึ้น
(ส่วนมากดู Youtube พวกพี่ๆเขา ผมเชื่อว่าเพียงพอที่จะได้อะไรบางอย่างจากมุมมองระดับประสบการณ์นั้นๆ)


กฏการใช้งาน
- ห้ามขาดทุนเยอะ ผิดทางต้องคัตลอส อย่าอมของไม่ดี ของดีซื้อแล้วต้องวิ่ง ไม่วิ่งซึมๆลง ต้องขายทิ้ง

สวัสดีครับ วันนี้จะมาแบ่งปันการใช้งาน FIBONACCI + Volume Analysis เพื่อหาจุดที่มี "นัยยะสำคัญ" นะครับ โดยขั้นตอนนี้ คือ ส่วนหนึ่งของ BLAZE's Trade Set up ที่ผมใช้ในการเทรดหุ้นครับ สามารถอ่านรายละเอียดได้ตาม Blog Link ด้านล่าง: http://blazeinvestment.blogspot.com/2016/07/4-blaze-investor-blaze-trading-set-up.html

ตัวอย่างหุ้นที่ผมนำมาเขียนในวันนี้ คือ CK ครับ ไปดูกันเลย...

1. CK อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และพร้อมจะทำราคาสูงสุดใหม่ในกราฟรายเดือน (ATH)
ภาพที่ 1: กราฟราคารายเดือน

- หุ้นที่มี Market Cap. ระดับ CK ถ้าทำ All Time High ได้ผู้ที่ทำให้ราคายืนเหนือแนวต้านเก่าได้ ผมมองว่าไม่ธรรมดาครับ เพราะหุ้นมีขนาดแบบนี้ อาการ พฤติกรรมจะไม่เหมือนหุ้นเล็กที่ผู้ทำราคา Break Out หลอก ตบจนเม่าอย่างเรา มึนไปตามๆกันครับ...
- จากปริมาณซื้อขายก็มีลักษณะเพิ่มขึ้นมาจากเงียบๆ และยังไม่เกิดสภาวะ Volume Peak ตามสูตรเสี่ยยักษ์ที่ว่า ถ้าเกิดขึ้นแล้ว "ต้องระวัง"...อาจดอยในรอบนั้นได้...ผมจึงเลือก CK มาทำการบ้านต่อ (รู้สึกว่ามี Story BEM ด้วย และผมเห็นว่า CK ถือหุ้น BEM + ยังไม่มีวิ่ง เลยมาสนใจ CK)

2. มองหานัยยะสำคัญของราคาด้วย FIBONACCI projection + retracement
ภาพที่ 2: FIBONACCI projection 

- ผมเจอ CK แถวๆราคา 30-31.5 บาท ในระยะพักตัวหลังจากขึ้นมาจากจุดพักตัวก่อนหน้าแถวๆ 28-29 บาท

FIBONACCI Projection 
- เมื่อรู้ว่าหุ้นเป็นขาขึ้น และกำลังทำ ATH สิ่งที่ผมทำต่อ คือ มองหาว่าทำไมราคาถึงมาพัก 30-31.5 บาท จุดนี้ผมคิดว่า หากมีคนเก็บหุ้นมาก่อนผมที่ราคาแถวๆ 25 บาท เขาจะคิดอย่างไร เลยใช้ FIBONACCI projection มาช่วย
- 138.2% of FIBO projection บอกผมว่า คนที่ได้ของมาตั้งแต่ราคา 26 บาท ตอนนี้ได้กำไรมากกว่า คนที่ทำกำไรจากจุด A>B แล้วเป็นจำนวน 38.2%  ในทางจิตวิทยาแล้ว เป็นดังนี้ (เขียนเองยังงงๆ มันคิดได้พอดี)
   ณ A-B มีวงสวิง = 28.25 - 24.25 = 4 บาท
   ณ B-C มีวงสวิง = 28.25 - 26.00 = 2.25 บาท
   ณ C-138.2% FIBO projection มีวงสวิง = 31.56 - 26.00 = 5.56 บาท
- นั่นแปลความได้ว่า "ผู้ซื้อ" ที่รับของจาก "ผู้ขาย" ในช่วง B-C ทำกำไรเป็น 5.56/4 = 38.2% ของผู้ซื้อที่จุด A มาขายที่จุด B <<< นี่คือความหมายของ %วงสวิงของ FIBONACCI projection ครับ
- มันเป็นเรื่องปกติมากที่เมื่อผมได้กำไร 5.5 บาทจากจุดที่ผมรับมา เมื่อเทียบกับผู้เล่นก่อนหน้าผมที่ทำกำไรไปที่ 4 บาท ผมคงต้องปล่อยของออกมาเพื่อ Lock Profit ของผมบ้าง และนี่คือจุดพักตัวของราคาในรอบนี้

FIBONACCI Retracement
ภาพที่ 3: FIBONACCI retracement







- จากนั้นผมจะมองหาจุดสวิงของแนวโน้มลงส่วนย่อยในแนมโน้มขาขึ้นที่เป็นแนวโน้มหลัก นั่นคือ จากจุด B-C เพื่อหา Extension ในการพักตัวของแนวโน้มดังกล่าว (เพื่อการย่อพักตัวย้อนกลับมากกว่า 100% เราจะเรียก Retracement > Extension)
- จุดนี้ทำให้ผมเห็น 216.80% FIBONACCI extension ของราคาอยู่ที่แถว 30.88 บาท ซึ่งเป็นจุดใกล้เคียงกันกับ 138.20% FIBONACCI projection การให้ความหมายอันนี้ ผมได้รับความรู้จากอาจารย์ม้าเฉียวมาว่า เมื่อจุดของราคาทาง FIBONACCI 2 อันซ้อนทับกัน เราเรียกว่า "การเกาะกลุ่มของราคา (Price Cluster)"
- เมื่อทางจิตวิทยา ช่วงสวิง B-C มีค่าเท่ากับ 28.25 - 26 = 2.25 บาท และสวิง C>216.80% FIBONACCI extension มีค่าเท่ากับ 2.25 + (30.88-28.25) = 4.88 บาท...4.88/2.25 = 216.8% แปลความหมายได้ว่า...ผู้ซื้อจากจุด C ด้วยต้นทุนวงสวิง 2.25 บาท ได้กำไรมาแล้ว 4.88-2.25 บาท หรือประมาณ 116.8% ของวงสวิง B-C ครับ

%FIBONACCI ไม่เท่ากับ %กำไร หารด้วย ต้นทุนในการเข้าเทรด นะครับ...มันคือ %ของวงสวิงล่าสุดเทียบกับกำไรของวงสวิงก่อนหน้า...

...สรุปเพื่อจะได้ไม่งง ไม่งั้นผมจะงงไปด้วยคือ ใช้ FIBONACCI เพื่อหา "นัยยะสำคัญ" ของราคาเกิดมาจากวงสวิงเดียวกัน โดนเน้นไปที่ 2 มุมมองขึ้นไป นั่นคือการใช้ Projection + Retracement ครับ...จากนั้นผมก็จะมองหา "นัยยะสำคัญ" ของราคาด้วย Volume at Price ต่อไป

3. มองหานัยยะสำคัญของราคาด้วย Volume Analysis
ภาพที่ 4: Volume Analysis from 23/05-20/07/2016

- เมื่อผมรู้นัยยะสำคัญทางราคาโดย FIBONACCI price cluster = 30-31 บาท ผมกาง VA ออกมาจากช่วงที่ราคาถูกทำขึ้นมาเป็นแนวโน้มขาขึ้นประมาณวันที่ 23/05/2016 ถึงวันที่ผมเจอ CK คือ 20/07/2016
- พบว่า ฐานนิยม สำคัญในช่วงเวลาต่างๆมี 3 จุดคือ 27.25/29.00/31.00 โดยทั้ง 2 จุดแรกคือ "จุดพักตัวของราคา" ก่อนจะไปต่อทั้งสิ้น...ผมจึงกาง VA ลึกลงไปอีกในจุดที่ 3 ของ MOD = 31 บาท

ภาพที่ 4: Volume Analysis from 12/07-20/07/2016

- เมื่อกาง VA พบว่าเกิดการเรียงตัวทางปริมาณซื้อขาย (Volume Distribution) เป็นแบบ "เบ้ซ้าย"
ภาพที่ 5: Left Distribution

- ความหมายที่ผมให้กับการ "เบ้ซ้าย" ของข้อมูลทาง Volume คือ การไปต่อทางขวามือของราคา...พูดทางจิตวิทยา คือ ราคาถูกสร้างขึ้นมา โดยราคาบนช่องซ้ายมือของ MOD ไม่มีการซื้อขายที่มีปริมาณจนมีนัยยะสำคัญ จนมาถึงราคา 31 บาท...ราคาถูกกระชากขึ้นมานั่นเอง...จุดนี้ถ้าใครเรียนกับอาจารย์ติจะเข้าใจมากขึ้นครับ
- ผมเริ่่มวางจุดเข้า โดยมีเงื่อนไขว่า หากราคาสามารถยืนเหนือ 30.75 บาทได้...ผมจะเคาะขวาที่ 31 บาท และถือเพื่อหวัง ATH ทางราคาของ CK

กลับสู่ความจริง
ภาพที่ 6: ชีวิตจริง

- ผมเคาะ CK ไปที่ 31 บาททั้ง CK และ CK28C1612A = 0.42 ณ วันที่ 21/07/2016 CK ถูกกดลงมาที่ 31 บาท ตอนนั้นผมเริ่มมองว่า "เอาอย่างไรดี" แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากปริมาณซื้อขายบน VA คือ มีแรงขายออกมากตั้งแต่ 30.75 > 30 บาท จนพอถึงราคา 30 บาท เกิดสภาวะ Bid บาง Offer หนา มีแรงขาย+เติม Bid ตลอด...จุดนี้ผมเริ่มอุ่นใจในสถานะของผมมากขึ้น [อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Bid Offer Ticker Technique ได้ที่ http://blazeinvestment.blogspot.com/2016/05/bid-offer-analysis.html]

สุดท้ายนี้ก็แบบที่เห็นครับว่าราคา 31 บาท มีนัยยะสำคัญอย่างแท้จริงทางราคาและปริมาณการซื้อขาย หลังจากนั้น 2 วัน CK ทำราคาขึ้นไปทะลุทุกแนวราคาและทำ ATH ในที่สุดปิด 33.75 บาท เมื่อวันที่ 29/07/2016

ส่วนเสริมที่ผมเห็นว่าสามารถพัฒนาต่อได้: เมื่อได้ Key Level แล้ว Entry Timing นั้นสำคัญไม่แพ้กัน จุดนี้ผมปรับปรุงได้ หากนำ Bid Offer Ticker Technique ไปจับ ทำให้การเข้าเทรดของผมมีความแม่นยำมากขึ้นได้ครับ

อารมณ์กับการเทรดนี้: ตอนนี้ราคาแกว่งจาก 31 ลงมา 30 บาท สถานะ Call DW ของผมลบไป 4 ช่องๆ 600 บาท + Time Decay 1 ช่อง ผมบอกเลยว่า "แอบหลอน" 555 ^_^ คือยังไม่ชินเท่าไหร่กับการเทรด DW เพราะมองว่า "มันเสี่ยง" หลังจากไปเรียนกับ พี่ป้อม วัฒนา มากับ Super Trader Republic ทำให้ได้ Idea ในการเทรด DW มาอีกเยอะเลย ตรงนี้ก็สามารถนำไปปรับปรุงในการวางหน้าเทรดครั้งต่อไปได้เช่นกันครับ

การบ้านที่อยากจะให้: ลองวางแผนเทรด AAV กันครับ กำลังจะเกิด ATH เช่นกัน ^^

สู้กันต่อไป แล้วเจอกันใหม่บทความหน้า

วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
31/07/2016

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

4 ขั้นตอนหาข้อมูลสำหรับหน้าเทรดของ Blaze Investor (Blaze Trading Set up)

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ผู้ศึกษาควรใช้วิจารณญาณในการรับชม ***

4 ขั้นตอนหาข้อมูลสำหรับหน้าเทรดของ BLAZE Investor (BLAZE Trading Set up info collection)


บทความที่จะแบ่งปันต่อไปนี้ เกิดมาจาก “ความรู้” ที่ผมได้จากการอ่านและฟังความรู้มาอีกทีจนเกิดการตกผลึกเป็นมุมมองที่ผมใช้ในการหา “ความได้เปรียบ” ในการซื้อขาย “หุ้น”

ก่อนแรกขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็น
เสี่ยยักษ์ เสี่ยป๋อง เสี่ยปู่ อาจารย์ธีร์ Volume Analysis
บทความของ คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร เรื่อง Bid Offer set up
โค๊ชซัน พี่เบียร์ พี่จักรินทร์ อาจารย์ติ Super Trader Thailand
พี่อรรถ พี่ชูชาติ และอีกหลายๆท่าน รวมถึงหนังสือ + Youtube ทุกคลิป + Facebook post sharing ที่ทำให้ผมเข้าใจมุมมองต่างๆเกี่ยวกับ การวิเคราะห์คำสั่งเสนอซื้อขาย มากขึ้น
(ส่วนมากดู Youtube พวกพี่ๆเขา ผมเชื่อว่าเพียงพอที่จะได้อะไรบางอย่างจากมุมมองระดับประสบการณ์นั้นๆ)

กฏการใช้งาน
- ห้ามขาดทุนเยอะ ผิดทางต้องคัตลอส อย่าอมของไม่ดี ของดีซื้อแล้วต้องวิ่ง ไม่วิ่งซึมๆลง ต้องขายทิ้ง

4 ข้อมูลที่ผมจะดูทุกครั้งเพื่อสนับสนุนการเทรดที่ชนะ คือ

1. แนวโน้ม (Trend): Price Analysis
- เทรดหน้าไหน มองหาแนวโน้มหน้านั้น เท่านั้น ตัวอย่างนี้ คือ หน้า Long, ขาขึ้น, Uptrend แล้วแต่จะเรียกอ่ะครับ (ดู Time Frame ไหนก็ได้นะ แต่ผมชอบตั้งแต่รายเดือน รายสัปดาห์ ก่อนมาหาจุดเข้า)

ภาพที่ 1: Week Chart

- หากเคยได้ยินประโยคที่ว่า "Trend is Your Friend" บอกเลยว่าจริงครึ่งไม่จริงครึ่ง นะครับ 555 ^^ เพราะว่าหากเข้าหน้าเทรดถูกก็จริง แต่หากซื้อที่ขอบบนของแนวโน้มขาขึ้น หรือขายที่ขอบล่างของแนวโน้มขาลง ยังไงก็ "ขาดทุน" ครับ ขาดทุนในที่นี้ คือ ด้านจิตใจ ครับ เพราะการถือออเดอร์ติดลบนั้น ทำให้จิตใจไม่เป็นสุขแน่นอน ดังนั้น เราต้องมองหาการวิเคราะห์อื่นๆอีก ที่มากกว่า Price Analysis

2. ปริมาณซื้อขาย (Volume): Volume Support Trend
- ปริมาณซื้อขายที่มากกว่าหลายวันก่อนหน้า จนทำให้ราคาระเบิดออกจากกรอบสะสมเดิม เมื่อปริมาณซื้อขายเข้ามาแบบนี้ให้ "มั่นใจ" ไว้ ข้อหนึ่งครับ "ไม่มีใครซื้อของถูก ไปขายที่ถูกกว่า" ยกเว้นเม่านะ อันนี้ต้องสังเกต Volume อาจจะเริ่มดู Free Float ในตลาดประกอบด้วย ว่าปริมาณที่เข้ามานั้น มีนัยยะสำคัญอย่างไรหากเทียบกับ FF ทั้งหมด แต่เอาจริงๆ แค่มันมากกว่าค่าเฉลี่ย 5 วันที่ผ่านมา หุ้นตัวนั้นก็จะติด Compression Volume list ในหลายๆ Stock scanning platform แล้วครับ อย่างผมใช้ คือ eFinance เป็นต้น

ภาพที่ 2: ปริมาณซื้อขายที่ระเบิดขึ้นมา


3. มองหารูปแบบปริมาณการซื้อขาย (Volume Pattern): Volume Pattern Support Moving
- จากตัวอย่างพอเรากำหนดจุดเริ่มต้นของแนวโน้มได้ คือ วันที่ 20/04/2016 เราก็กาง VA ในโปรแกรม eFinance ขึ้นมา พบว่าการเรียงตัวของปริมาณซื้อขายที่จุดราคาต่างๆ มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จากราคาต่ำไปราคาสูง หากมองแค่นี้เราตีความไปเลยว่า "เราเสียเปรียบแน่ ถ้าซื้อที่ราคา ณ ปัจจุบัน" เพราะมีคนซื้อได้ต่ำกว่าเราเยอะๆ อยู่ฝั่งซ้ายมือไง

ภาพที่ 3.0: รูปแบบการเรียงตัวของปริมาณซื้อขาย

- แต่เมื่อ Volume at price เปลี่ยนได้จากการซื้อขายในอนาคตดังนั้นหากลองหา "จุดน่าสังเกต" ที่น่าสนใจ จะทำให้การวิเคราะห์ของเราเห็นรายละเอียดของหุ้นนั้นๆมากขึ้น

ภาพที่ 3.1: รูปแบบการเรียงตัวของปริมาณซื้อขาย 20/04 to 27/06 2016

- เห็นอะไรไหมเอ่ย เห็นภูเขาที่เพิ่มขึ้นมาแถวๆ 0.7 ไหมมม!!! ให้รู้ไว้เลยว่า ที่ราคานี้มี "ปริมาณซื้อขาย" จากใครหลายคน เข้ามาเฉยเลย แตกต่างขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าเก็บที่ราคาแถวนี้จะมีปริมาณสูงสุดน้อยกว่าแถว Volume Peak แรกช่วงวันที่ 20/04/2016 แต่มันก็มากพอที่จะบอกได้ว่า "เขาคงไม่ซื้อที่ราคานี้ เพื่อไปขายที่ราคาถูกกว่า" <<< จิตวิทยาขั้นพื้นฐานและใช้การได้ตลอดนะ ถ้าเขาซื้อนะ ไม่ใช่เราหรือเม่าซื้อ 555 ^^

4. กาง VA ที่จุดต่างๆ: Measure strong/weak of price level
ภาพที่ 4.0: รูปแบบการเรียงตัวของปริมาณซื้อขาย 27/06/2016

- VA ในวันที่ 27/06/2016 ถ้าเป็นสไตล์อาจารย์ติ ก็จะบอกว่า "มันต้องพักตัวหรือลง" ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ก็ให้ดูราคาปิดสิ มันยืนเหนือ "Mod หรือจุดที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด" ในวันไม่ได้ ทางจิตวิทยาอ่ะนะ มันคือจุดวัดใจว่าจะไปหรือจะลง 
- ถ้ายืนเหนือ Mod ได้ มันจะไปต่อ ไปน้อยไปมาก มันก็จะไปก่อน เพราะมันยืนเหนือจุดที่ปริมาณส่วนใหญ่ถูกซื้อขาย พูดง่ายๆ ในระดับ ไมโครสุดแล้ว ปริมาณภายในวัน ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ Volume Pattern ของแนวโน้มอ่ะ VA ในวันก็จะบอกรูปแบบการไปต่อหรือลดลงของราคา แต่เมื่อ Trend is Friend มันเลยมีอาการ ขึ้น ย่อ พัก ขึ้น ย่อ พัก ไง อะไรทำนองนั้น
- แล้วจุดรับต่อไปที่มีนัยยะทางปริมาณการซื้อขายคือตรงไหน ก็มองแนวรับทางราคาก่อน จากนั้นกาง VA ต่อ

ภาพที่ 4.1: รูปแบบการเรียงตัวของปริมาณซื้อขาย 15/06 to 30/06/2016

- ทรงแบบนี้มัน Elliot Wave 3 ชัดๆ ตามทฤษฏี Wave 3 จะเป็น Wave ที่มีปริมาณซื้อขายมากที่สุด Wave 1 กับ Wave 5 จะลดลงจาก Wave เหมือนรูปภูเขา 3 ลูก อันนี้ฟังมาจากอาจารย์ตินะ แต่ผมยังไม่ได้เรียนกับแกแบบเต็มคอร์สนะ ที่จะได้ก็คือ หุ้นทรงปริมาณซื้อขายแบบนี้อย่างไงก็ไปต่อ

##############################################################################

เมื่อได้ข้อมูลตามที่ต้องการ ก็มาตั้งหน้าเทรดสำหรับหุ้นตัวนั้นๆ
1. ซื้อตรงไหน, เมื่ออะไรเกิดขึ้น
2. ออกตรงไหน, เมื่ออะไรเกิดขึ้น
3. Risk Reward คุ้มไหมที่จะลงทุนมากกว่า 2 เท่าก็ดีนะ ขึ้นกับ Time Frame, Acceptable loss, Position Sizing และอื่นๆ แล้วแต่เลยครับ

หน้าเทรดของผมสำหรับหุ้นตัวนี้
1. รับซื้อไม้แรก 0.67 หลุด 0.64 คัตหมด
2. รับไม้สอง อาจพิจารณาจาก Bid Offer Ticker 0.70 <<< หรืออาจจะเป็นไม้แรกเลยก็ได้ หาก BO สวยจริงๆ
3. รับไม้สุดท้ายที่ 0.72 Mod เก่าของวันที่ 29/06/2016 ถ้ายืนได้ ไปแถว 0.80 คือเป้าหมายคาดหวังแรก <<< เป้าหมายก็ดูแนวราคาทางซ้ายมือที่เคยผ่านมาอ่ะครับ

ภาพที่ 5: Key price level by volume

ส่วนเรื่องการวางเงินในออเดอร์จุดต่างๆ มันแล้วแต่สไตล์คนนะครับ อันนี้ไม่เหมือนกัน เพราะมันขึ้นอยู่กับอะไรหลายๆอย่าง เช่น ขนาดพอร์ต, รูปแบบการรับความเสี่ยง, การบริหารเงินหน้าตัก, สไตล์การเทรด อะไรทำนองนั้น ไม่ตายตัวครับ เราวิเคราะห์เทคนิคเพื่อเพิ่มความได้เปรียบของเรา ไม่ได้เอาไว้กำหนดว่ามันจะเป็นแบบที่เราคิดครับ ดังนั้นการบริหารเงินหรือ MM จึงสำคัญในแบบที่แต่ละท่านเหมาะกับมัน ^^

แชร์กันเยอะๆนะ เราจะได้เลิกดอยจากอาการ "Volume Peak Price Peak" เสียที ^_^V

อ่านเพิ่มเติมเรื่อง VOLBO 
=====================================================================
สู้กันต่อไป แล้วเจอกันใหม่บทความหน้า

วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
04/07/2016