วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

4 ความน่าจะเป็น เพิ่ม "ความได้เปรียบ" ในตลาดหุ้นด้วย "การวิเคราะห์คำสั่งเสนอซื้อขาย"

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ผู้ศึกษาควรใช้วิจารณญาณในการรับชม ***

การวิเคราะห์ “คำสั่งเสนอซื้อขาย” (Bid Offer Analysis)


บทความที่จะแบ่งปันต่อไปนี้ เกิดมาจาก “ความรู้” ที่ผมได้จากการอ่านและฟังความรู้มาอีกทีจนเกิดการตกผลึกเป็นมุมมองที่ผมใช้ในการหา “ความได้เปรียบ” ในการซื้อขาย “หุ้น”

ก่อนแรกขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็น
เสี่ยยักษ์ เสี่ยป๋อง เสี่ยปู่
บทความของ คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร เรื่อง Bid Offer set up
โค๊ชซัน พี่เบียร์ พี่จักรินทร์ Super Trader Thailand
พี่อรรถ พี่ชูชาติ และอีกหลายๆท่าน รวมถึงหนังสือ + Youtube ทุกคลิป + Facebook post sharing ที่ทำให้ผมเข้าใจมุมมองต่างๆเกี่ยวกับ การวิเคราะห์คำสั่งเสนอซื้อขาย มากขึ้น
(ส่วนมากดู Youtube พวกพี่ๆเขา ผมเชื่อว่าเพียงพอที่จะได้อะไรบางอย่างจากมุมมองระดับประสบการณ์นั้นๆ)

กฏการใช้งาน Bid Offer Analysis
1. Bid Offer Analysis บอก “ความได้เปรียบ” ในการเข้าซื้อหุ้น ณ จุดที่เล็กที่สุดของตลาด ในระดับ "ช่วงเวลา" แต่ถึงอย่างไรการมองหาจุดสำคัญของกราฟราคาก็เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ เช่น แนวรับ แนวต้าน เป็นต้น เพื่อประกอบการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. ถึงแม้ว่าจะเข้าใจ "ความน่าจะเป็น" ในการเข้าซื้อหุ้นผ่านวิธี Bid Offer Analysis แล้วจนเกิดความมั่นใจ แต่เชื่อเถอะ ว่าหากมองผิด Stop Loss 2-3 ช่องจะช่วยรักษาพอร์ตของท่านได้
3. อย่ายึดติด อย่าเชื่อจากมุมมอง ที่เกิดจากตัวเอง ให้มองตามจริง มองการกระทำของราคาจริงๆ มองแนวโน้ม มองแรงซื้อขายในวัน มองจุดแนวรับต้านสำคัญ เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการซื้อขายมากขึ้น

อ่านเรื่อง Volume Analysis เพื่อหาจุดที่มีนัยยะสำคัญทางปริมาณการซื้อขาย

Bid Offer Analysis

นิยามในมุมมองของผม
คือ การมองข้อมูลที่ตลาดส่งผ่านมาทางคำสั่งซื้อขายผ่าน "สัญญาณที่เล็กที่สุด" ที่เรียกว่า "Ticker Buy/Sell" จากนั้นลงมือ "ส่งคำสั่ง" ซื้อหรือขายผ่านการวิเคราะห์อาการของ Ticker เหล่านั้น

Bid Offer Analysis เข้ามามีส่วนช่วยให้การเทรด มี "ความได้เปรียบ" มากขึ้นอย่างไร


ก่อนวิเคราะห์ Bid Offer ต้องรู้อาการพื้นฐานของหุ้น นั่นคือ "กราฟราคา"
- หุ้นตัวนี้เป็น "ขาขึ้น"
- มีการกระชากราคาจาก 4.64 ขึ้นมาโดนการ "เปิด Gap" มาที่ 4.8 และทำการไล่ราคาขึ้นมาปิดเขียวเต็มแท่ง
- 1 วันต่อมาเกิดอาการ "ไล่ราคา" ซื้อ ซื้อ ซื้อ ขึ้นไป แต่ราคายืนไม่ได้ อ้าวว "ดอยนิ" T_T
- 2 วันต่อมาเกิดอาการแท่งแดง เฮ้ย จะจบรอบแล้วหรอ "ขายหมู" เลยไหม สรุปอีก 4 วันต่อมาไปต่อ

Bid Offer Analysis จะมาแก้อาการ ติดดอย ขายหมู ตรงนี้นี่แหละ

มุมมองเกี่ยวกับ ฺBid Offer Analysis จากประสบการณ์ของผม แบ่งออกเป็น 4 ความน่าจะเป็น ดังนี้

ณ จุดต่ำ (อาจไม่ต่ำสุด แต่เป็นจุดต่ำอ่ะ) มี 2 ความน่าจะเป็นของ Bid Offer action ที่จะเกิดขึ้น
เงื่อนไขที่จำเป็น: Bid หนา Offer หนา, Bid บาง Offer หนา

Volume at price ช่วงที่ 1

Example Bid Offer set up: Bid บาง Offer หนา


1. โยนของทิ้ง แต่มีคนรับอยู่ตลอดเวลา (Ticker Selling + Bid Adding)
- อาการแบบนี้ให้ดูที่ 4.64 - 4.70 บาท จุดนั้นมีแต่ Volume Sell แต่เป็นจุดจบของรอบการลงระยะสั้นแล้ว สัญญาณที่ "ยืนยัน" ความน่าจะเป็นของ Bid Offer action นี้คือ "การเปิด Gap" 
- ผมไม่ได้บอกว่าต้องมีการเปิด Gap ทุกครั้งนะ สังเกตง่ายๆคือ "ราคาทำท่าเหมือนจะลง" แต่มีคนรับมันตลอด ซัก 3 รอบ แบบนี้ถือว่า "ใช้ได้" แล้ว กับความน่าจะเป็นนี้

2. ดึง Offer ออก แล้วกวาดซื้อ (Offer Removing + Ticker Buying)
- อาการแบบนี้ให้ดูตั้งแต่ 4.78 - 5 บาท ในช่วงต้น Volume at price มีน้อยมาก และเป็น Volume Buy เป็นส่วนใหญ่ (เสี่ยยักษ์กล่าวไว้: หุ้นขึ้น ไม่มี Volume แปลว่ามีคนบางคนไม่ปล่อยให้หุ้นออกมาในตลาด)
- อันนี้คุณต้องเริ่มนับหุ้นนิดนึง สำหรับความน่าจะเป็นนี้ เช่น การสังเกตว่า Offer เคยตั้งปกติเท่าไหร่ แต่พอผ่านราคานั้นไปแล้วในวันมีการบันทึก Volume at price ที่ราคานั้นเท่าไหร่ สมมุติว่า 4.8 เคยมี Offer ตั้ง 2 ล้านหุ้น แต่ปรากฏว่า Volume at price = 9 แสนหุ้น อันนี้ให้ถือว่า "ใช้ได้" แล้วกับความน่าจะเป็นนี้

=====================================================================
ณ จุดสูง (อาจไม่สูงสุด แต่เป็นจุดสูงอ่ะ) มี 2 ความน่าจะเป็นของ Bid Offer action ที่จะเกิดขึ้น
เงื่อนไขที่จำเป็น: Bid หนา Offer หนา, Bid หนา Offer บาง

Volume at price ช่วงที่ 2

Example Bid Offer set up: Bid หนา Offer บาง


3. มีแรงเข้าซื้อของ แต่มีคนนำของมา Offer ตลอดเวลา (Ticker Buying + Offer Adding)
- อาการแบบนี้ให้ดูที่ 5.75 - 5.80 บาท จุดนั้นมีแต่ Volume Buy แต่เป็นจุดจบของรอบการขึ้นระยะสั้นแล้ว สัญญาณที่ "ยืนยัน" ความน่าจะเป็นของ Bid Offer action นี้คือ "การยืนไม่ได้ของราคา" 
- ผมอยากให้สังเกตไปเลยครับ ถ้ามันซื้อจริง มันต้องยืนไหวสิ มองอีกแบบ Ticker Buy ขนาดนั้นทำไมราคาถึงยังลง มีใครรินของให้รายย่อยหรือป่าว? จำไว้ครับ เม่าติดดอยเสมอ (พี่อรรถกล่าวไว้ว่า: หุ้นนะ ถ้ามันขึ้นแล้วมันชนอะไรบางอย่างนะ มีแรงซื้อเข้ามา ชนแล้วไม่ผ่าน 3 รอบ ผมขายทิ้งหมด มันเจอตอ, พี่ชูกล่าวไว้ว่า: ถ้ามีแรงซื้อแล้วมีการเติม Offer ตลอด แบบนี้เรียก รินขาย ให้เรารินตามเลย)

4. ดึง ฺBid ออก แล้วโยนของใส่มือ (Bid Removing + Ticker Selling)
- อาการแบบนี้ให้ดูที่ 5.65-5.70 มี Volume Sell ออกมากมีนัยยะสำคัญ ปิดวันหลังจากทำ "จุดสูง" ใหม่เกิดแท่งแดงเต็มแท่งปิดไปที่ 5.45 
- อันนี้ถึงแม้ว่าจะอยู่ในหุ้นขาขึ้น คุณต้องเข้าใจหลักการที่ว่า "ผู้เล่น" มีหลากหลาย มีทั้งสายเทรดสั้น เทรดยาว เจ้ามือ เก็งกำไร อื่นๆ แรงขายที่ออกมานั้นเป็นไปได้ว่าจะเป็นของผู้เล่นทุกคน คุณไม่มีทางรู้ แต่คุณรู้แน่ๆว่าก่อนมันลง จะเกิดอาการแบบนี้ก่อน ดึง Bid เทขายใส่

=====================================================================
จบ 555 ^_^ อ่านด้านล่างต่อ เป็นข้อเตือนใจ

มุมมองต่างๆ สามารถนำไปใช้กับสไตล์การเทรดที่ไม่เหมือนกัน บางคนชอบสะสม ซื้อรอ
บางคนชอบซื้อเพื่ออีกไม่กี่วันระเบิด บางคนเล่นตามแนวโน้ม หรือเก็งกำไรระยะสั้นในขาขึ้น
ก็สามารถทำได้ โดยเพิ่มความได้เปรียบด้วยการวิเคราะห์คำสั่งซื้อขาย

ข้อจำกัด
1. Bid Offer action เป็นส่วนที่เล็กที่สุด ถึงแม้ว่าจะเป็นจริงที่สุด แต่มันก็ง่ายมากที่จะสร้างอาการต่างๆให้เกิดขึ้น ดังนั้นต้องทุ่มเทเวลามองดูมันทุกวัน ว่ามี "อาการผิดปกติ" ไปจากเดิมไหม
2. ถ้าไม่ถนัดหรือชำนาญจริง อย่าเทรดขาลง เพราะส่วนใหญ่จะปล่อยของไม่ทัน เวลาเจ้ามือดึง Bid ออกหมด อาจจะต้องขายทุกราคาเพื่อรักษาชีวิต
3. ราคาจะเป็นตัวบอกสุดท้าย เช่น หากเกิดการเติม Bid และมีแรงขาย จุดนั้นเป็น "จุดซื้อที่ดี" จริงไหมก็ต่อเมื่อราคาปิดเหนือจุดนั้น ดังนั้น Stop Loss ไว้อย่าให้ขาดมือ

การประยุกต์ใช้เพิ่มเติม
1. Day Trader: ก็รับของตามการเติม Bid ที่รับ Ticker Sell อยู่ แล้วไปขายตามการเติม Offer ที่ต้าน Ticker Buy ไว้
2. Run Trend Trader: แนวรับสำคัญ เช่น Trend Line ก็สามารถดูได้ว่าจะรับของเพิ่มไหม แนวต้านสำคัญก็พวก Lower High ถ้าไม่ทำจุดสูงใหม่ แล้วเกิดอาการ "ขาย" ออกมากที่จุดสูง ก็ควร  Lock กำไร
3. VI Trader: ก็ดูที่ราคาที่คำนวนจากปัจจัยพื้นฐาน ว่าที่ราคานั้นรับอยู่ไหม ถ้าอยู่ก็เข้าซื้อได้

จุดเน้นก่อนจบ
“หาตัวเองให้เจอว่าเป็นนักลงทุนประเภทไหนใน 3 ลักษณะ ที่ผมเขียนไว้ในกระทู้ก่อนหน้า เพื่อประยุกต์ใช้ Bid Offer Analysis ให้ถูกกับจริตของตัวเองครับผม

สู้กันต่อไป แล้วเจอกันใหม่บทความหน้า

วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
28/05/2016

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น