วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

4 ความน่าจะเป็น เพิ่ม "ความได้เปรียบ" ในตลาดหุ้นด้วย "การวิเคราะห์คำสั่งเสนอซื้อขาย"

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ผู้ศึกษาควรใช้วิจารณญาณในการรับชม ***

การวิเคราะห์ “คำสั่งเสนอซื้อขาย” (Bid Offer Analysis)


บทความที่จะแบ่งปันต่อไปนี้ เกิดมาจาก “ความรู้” ที่ผมได้จากการอ่านและฟังความรู้มาอีกทีจนเกิดการตกผลึกเป็นมุมมองที่ผมใช้ในการหา “ความได้เปรียบ” ในการซื้อขาย “หุ้น”

ก่อนแรกขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็น
เสี่ยยักษ์ เสี่ยป๋อง เสี่ยปู่
บทความของ คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร เรื่อง Bid Offer set up
โค๊ชซัน พี่เบียร์ พี่จักรินทร์ Super Trader Thailand
พี่อรรถ พี่ชูชาติ และอีกหลายๆท่าน รวมถึงหนังสือ + Youtube ทุกคลิป + Facebook post sharing ที่ทำให้ผมเข้าใจมุมมองต่างๆเกี่ยวกับ การวิเคราะห์คำสั่งเสนอซื้อขาย มากขึ้น
(ส่วนมากดู Youtube พวกพี่ๆเขา ผมเชื่อว่าเพียงพอที่จะได้อะไรบางอย่างจากมุมมองระดับประสบการณ์นั้นๆ)

กฏการใช้งาน Bid Offer Analysis
1. Bid Offer Analysis บอก “ความได้เปรียบ” ในการเข้าซื้อหุ้น ณ จุดที่เล็กที่สุดของตลาด ในระดับ "ช่วงเวลา" แต่ถึงอย่างไรการมองหาจุดสำคัญของกราฟราคาก็เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ เช่น แนวรับ แนวต้าน เป็นต้น เพื่อประกอบการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. ถึงแม้ว่าจะเข้าใจ "ความน่าจะเป็น" ในการเข้าซื้อหุ้นผ่านวิธี Bid Offer Analysis แล้วจนเกิดความมั่นใจ แต่เชื่อเถอะ ว่าหากมองผิด Stop Loss 2-3 ช่องจะช่วยรักษาพอร์ตของท่านได้
3. อย่ายึดติด อย่าเชื่อจากมุมมอง ที่เกิดจากตัวเอง ให้มองตามจริง มองการกระทำของราคาจริงๆ มองแนวโน้ม มองแรงซื้อขายในวัน มองจุดแนวรับต้านสำคัญ เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการซื้อขายมากขึ้น

อ่านเรื่อง Volume Analysis เพื่อหาจุดที่มีนัยยะสำคัญทางปริมาณการซื้อขาย

Bid Offer Analysis

นิยามในมุมมองของผม
คือ การมองข้อมูลที่ตลาดส่งผ่านมาทางคำสั่งซื้อขายผ่าน "สัญญาณที่เล็กที่สุด" ที่เรียกว่า "Ticker Buy/Sell" จากนั้นลงมือ "ส่งคำสั่ง" ซื้อหรือขายผ่านการวิเคราะห์อาการของ Ticker เหล่านั้น

Bid Offer Analysis เข้ามามีส่วนช่วยให้การเทรด มี "ความได้เปรียบ" มากขึ้นอย่างไร


ก่อนวิเคราะห์ Bid Offer ต้องรู้อาการพื้นฐานของหุ้น นั่นคือ "กราฟราคา"
- หุ้นตัวนี้เป็น "ขาขึ้น"
- มีการกระชากราคาจาก 4.64 ขึ้นมาโดนการ "เปิด Gap" มาที่ 4.8 และทำการไล่ราคาขึ้นมาปิดเขียวเต็มแท่ง
- 1 วันต่อมาเกิดอาการ "ไล่ราคา" ซื้อ ซื้อ ซื้อ ขึ้นไป แต่ราคายืนไม่ได้ อ้าวว "ดอยนิ" T_T
- 2 วันต่อมาเกิดอาการแท่งแดง เฮ้ย จะจบรอบแล้วหรอ "ขายหมู" เลยไหม สรุปอีก 4 วันต่อมาไปต่อ

Bid Offer Analysis จะมาแก้อาการ ติดดอย ขายหมู ตรงนี้นี่แหละ

มุมมองเกี่ยวกับ ฺBid Offer Analysis จากประสบการณ์ของผม แบ่งออกเป็น 4 ความน่าจะเป็น ดังนี้

ณ จุดต่ำ (อาจไม่ต่ำสุด แต่เป็นจุดต่ำอ่ะ) มี 2 ความน่าจะเป็นของ Bid Offer action ที่จะเกิดขึ้น
เงื่อนไขที่จำเป็น: Bid หนา Offer หนา, Bid บาง Offer หนา

Volume at price ช่วงที่ 1

Example Bid Offer set up: Bid บาง Offer หนา


1. โยนของทิ้ง แต่มีคนรับอยู่ตลอดเวลา (Ticker Selling + Bid Adding)
- อาการแบบนี้ให้ดูที่ 4.64 - 4.70 บาท จุดนั้นมีแต่ Volume Sell แต่เป็นจุดจบของรอบการลงระยะสั้นแล้ว สัญญาณที่ "ยืนยัน" ความน่าจะเป็นของ Bid Offer action นี้คือ "การเปิด Gap" 
- ผมไม่ได้บอกว่าต้องมีการเปิด Gap ทุกครั้งนะ สังเกตง่ายๆคือ "ราคาทำท่าเหมือนจะลง" แต่มีคนรับมันตลอด ซัก 3 รอบ แบบนี้ถือว่า "ใช้ได้" แล้ว กับความน่าจะเป็นนี้

2. ดึง Offer ออก แล้วกวาดซื้อ (Offer Removing + Ticker Buying)
- อาการแบบนี้ให้ดูตั้งแต่ 4.78 - 5 บาท ในช่วงต้น Volume at price มีน้อยมาก และเป็น Volume Buy เป็นส่วนใหญ่ (เสี่ยยักษ์กล่าวไว้: หุ้นขึ้น ไม่มี Volume แปลว่ามีคนบางคนไม่ปล่อยให้หุ้นออกมาในตลาด)
- อันนี้คุณต้องเริ่มนับหุ้นนิดนึง สำหรับความน่าจะเป็นนี้ เช่น การสังเกตว่า Offer เคยตั้งปกติเท่าไหร่ แต่พอผ่านราคานั้นไปแล้วในวันมีการบันทึก Volume at price ที่ราคานั้นเท่าไหร่ สมมุติว่า 4.8 เคยมี Offer ตั้ง 2 ล้านหุ้น แต่ปรากฏว่า Volume at price = 9 แสนหุ้น อันนี้ให้ถือว่า "ใช้ได้" แล้วกับความน่าจะเป็นนี้

=====================================================================
ณ จุดสูง (อาจไม่สูงสุด แต่เป็นจุดสูงอ่ะ) มี 2 ความน่าจะเป็นของ Bid Offer action ที่จะเกิดขึ้น
เงื่อนไขที่จำเป็น: Bid หนา Offer หนา, Bid หนา Offer บาง

Volume at price ช่วงที่ 2

Example Bid Offer set up: Bid หนา Offer บาง


3. มีแรงเข้าซื้อของ แต่มีคนนำของมา Offer ตลอดเวลา (Ticker Buying + Offer Adding)
- อาการแบบนี้ให้ดูที่ 5.75 - 5.80 บาท จุดนั้นมีแต่ Volume Buy แต่เป็นจุดจบของรอบการขึ้นระยะสั้นแล้ว สัญญาณที่ "ยืนยัน" ความน่าจะเป็นของ Bid Offer action นี้คือ "การยืนไม่ได้ของราคา" 
- ผมอยากให้สังเกตไปเลยครับ ถ้ามันซื้อจริง มันต้องยืนไหวสิ มองอีกแบบ Ticker Buy ขนาดนั้นทำไมราคาถึงยังลง มีใครรินของให้รายย่อยหรือป่าว? จำไว้ครับ เม่าติดดอยเสมอ (พี่อรรถกล่าวไว้ว่า: หุ้นนะ ถ้ามันขึ้นแล้วมันชนอะไรบางอย่างนะ มีแรงซื้อเข้ามา ชนแล้วไม่ผ่าน 3 รอบ ผมขายทิ้งหมด มันเจอตอ, พี่ชูกล่าวไว้ว่า: ถ้ามีแรงซื้อแล้วมีการเติม Offer ตลอด แบบนี้เรียก รินขาย ให้เรารินตามเลย)

4. ดึง ฺBid ออก แล้วโยนของใส่มือ (Bid Removing + Ticker Selling)
- อาการแบบนี้ให้ดูที่ 5.65-5.70 มี Volume Sell ออกมากมีนัยยะสำคัญ ปิดวันหลังจากทำ "จุดสูง" ใหม่เกิดแท่งแดงเต็มแท่งปิดไปที่ 5.45 
- อันนี้ถึงแม้ว่าจะอยู่ในหุ้นขาขึ้น คุณต้องเข้าใจหลักการที่ว่า "ผู้เล่น" มีหลากหลาย มีทั้งสายเทรดสั้น เทรดยาว เจ้ามือ เก็งกำไร อื่นๆ แรงขายที่ออกมานั้นเป็นไปได้ว่าจะเป็นของผู้เล่นทุกคน คุณไม่มีทางรู้ แต่คุณรู้แน่ๆว่าก่อนมันลง จะเกิดอาการแบบนี้ก่อน ดึง Bid เทขายใส่

=====================================================================
จบ 555 ^_^ อ่านด้านล่างต่อ เป็นข้อเตือนใจ

มุมมองต่างๆ สามารถนำไปใช้กับสไตล์การเทรดที่ไม่เหมือนกัน บางคนชอบสะสม ซื้อรอ
บางคนชอบซื้อเพื่ออีกไม่กี่วันระเบิด บางคนเล่นตามแนวโน้ม หรือเก็งกำไรระยะสั้นในขาขึ้น
ก็สามารถทำได้ โดยเพิ่มความได้เปรียบด้วยการวิเคราะห์คำสั่งซื้อขาย

ข้อจำกัด
1. Bid Offer action เป็นส่วนที่เล็กที่สุด ถึงแม้ว่าจะเป็นจริงที่สุด แต่มันก็ง่ายมากที่จะสร้างอาการต่างๆให้เกิดขึ้น ดังนั้นต้องทุ่มเทเวลามองดูมันทุกวัน ว่ามี "อาการผิดปกติ" ไปจากเดิมไหม
2. ถ้าไม่ถนัดหรือชำนาญจริง อย่าเทรดขาลง เพราะส่วนใหญ่จะปล่อยของไม่ทัน เวลาเจ้ามือดึง Bid ออกหมด อาจจะต้องขายทุกราคาเพื่อรักษาชีวิต
3. ราคาจะเป็นตัวบอกสุดท้าย เช่น หากเกิดการเติม Bid และมีแรงขาย จุดนั้นเป็น "จุดซื้อที่ดี" จริงไหมก็ต่อเมื่อราคาปิดเหนือจุดนั้น ดังนั้น Stop Loss ไว้อย่าให้ขาดมือ

การประยุกต์ใช้เพิ่มเติม
1. Day Trader: ก็รับของตามการเติม Bid ที่รับ Ticker Sell อยู่ แล้วไปขายตามการเติม Offer ที่ต้าน Ticker Buy ไว้
2. Run Trend Trader: แนวรับสำคัญ เช่น Trend Line ก็สามารถดูได้ว่าจะรับของเพิ่มไหม แนวต้านสำคัญก็พวก Lower High ถ้าไม่ทำจุดสูงใหม่ แล้วเกิดอาการ "ขาย" ออกมากที่จุดสูง ก็ควร  Lock กำไร
3. VI Trader: ก็ดูที่ราคาที่คำนวนจากปัจจัยพื้นฐาน ว่าที่ราคานั้นรับอยู่ไหม ถ้าอยู่ก็เข้าซื้อได้

จุดเน้นก่อนจบ
“หาตัวเองให้เจอว่าเป็นนักลงทุนประเภทไหนใน 3 ลักษณะ ที่ผมเขียนไว้ในกระทู้ก่อนหน้า เพื่อประยุกต์ใช้ Bid Offer Analysis ให้ถูกกับจริตของตัวเองครับผม

สู้กันต่อไป แล้วเจอกันใหม่บทความหน้า

วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
28/05/2016

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

15-1 "ข้อคิด" จาก Coach Beer SPT live in FACEBOOK 24/05/2016

วันนี้มาแบ่งปัน "ข้อคิด" ที่ได้จาก Coach Beer SPT Facebook Live on 24/05/2016: เทรดข่าวอย่างไร
บทสรุปทั้งหมดคืออะไรที่ผ่านหัวผมหมดแล้วนะครับอาจมีบิดเบือนจากคำพูดพี่เบียร์ไปบ้าง แต่ได้คุณค่าแน่นอน (เข้าไม่ทัน จำไม่ได้ ใช้ความรู้สึก ^_^)

สิ่งที่จับใจความได้

1. คุณต้องทำการบ้าน
- ตลาดหุ้น ให้เงินคุณง่ายขนาดนี้ ให้ง่ายกว่างานประจำอีกนะ ตอนผมจบใหม่เงินเดือน 7,500 บาท ผมบอกเลย "เหนื่อย" กว่านี้เยอะ คุณไปดูสิ เด็กจบใหม่สมัยนี้เงินเดือนเท่าไหร่ ทำงานเป็นอย่างไร ผมบอกเลยยังไง คุณก็ต้องทำการบ้าน

2. คุณต้องทุ่มเท่ ให้เวลากับมัน
- ผมทำการบ้านตั้งแต่ตืนนอน หลังกินข้าวเที่ยง หลังตลาดปิด แล้วก็ก่อนนอน ทำไปเหอะครับ อย่างผมถ้าเทรด 5 ตัวผมก็ทำการบ้าน 5 ตัวหลังเทรดเสร็จ เดือนหนึ่งผมก็ได้ 100 ตัวแล้ว อยากทำเงินจากตลาดอย่างไงคุณก็ต้องทุ่มเท

3. รู้จักหุ้นที่เทรด
- ผมทำการบ้านเกือบทุกตัวในตลาด ยกเว้นหุ้นเ...ยๆ อย่าไปเทรดมันหุ้นแบบนั้น

4. เหนื่อยก็ต้องสู้
- ช่วงแรกที่ผมเทรด มันก็เจ๊งไปหมด จากนั้นผมไปเรียนรู้กับ "ครูไก่" (Phoenix Head Coach SPT) เหนื่อยไหมมันก็เหนื่อยนะ ขี่มอเตอร์ไซต์ไป The Room รัชดา-ลาดพร้าวทุกวัน บางวันนี่เรียนไปจะหลับไป ครูไก่ก็บอกให้ไปพักบ้าง เธอไม่ไหว อะไรทำนองนั้น แต่มันก็ต้องทำอ่ะ ผมทำแบบเดิมๆทุกๆวัน เรียนรู้ไม่หยุด

5. อย่าโลภ...จนหมดตัว
- มีช่วงหนึ่ง ผมเคยได้กำไร 1000% 2 ล้านอ่ะ ภายใน 30 นาที ตอนนั้นนะ ผมทำอะไรไม่ถูกเหมือน 3 ล้อถูกหวยอ่ะ สุดท้ายมันลงมาขาดทุน ไม่ได้กำไรซักบาท

6. ทำทำไม...ทำเพื่อใคร
- ตัวผมนี่ มีพ่อแม่ ผมรู้เลยผมเทรดเล่นๆไม่ได้ เงินที่ผมสูญเสีย มันเหมือนเงินครอบครัวผมสูญเสียอ่ะ พี่ลองมองแบบนี้สิ ถ้ามันคือเงิน 500,000 สุดท้ายในชีวิตพี่อ่ะ พี่จะยอมเสียมันง่ายๆไหม เข้าหุ้นมั่วๆไหม เชื่อผมเหอะ พี่ทำการบ้านสุดชีวิตอ่ะ ไม่มีมั่วเข้าไล่ราคา หรือแบบไม่รักษามันจนขาดทุนแน่นอน อย่างผมเคยเจ๊งจากหุ้น แม่ก็ให้กำลังใจ มันทำให้ผมต้องเรียนรู้นะ จะเสียเงินแบบเดิมๆไม่ได้

7. ที่ยัง "ขาดทุน" อยู่ เพราะ "เรียนรู้" ไม่พอ
- เชื่อผมเหอะ 50% ของห้องตอนนี้ยังเรียนรู้ไม่พอ ไม่มีหรอกทำไม่ได้ เชื่อผม มันแค่พี่ยังไม่เรียนรู้กับมันอย่างจริงจัง ลองมองว่ามันเป็นเงินก้อนสุดท้าย เติมไม่ได้แล้ว พี่จะไม่ทำกับเงินของพี่แบบนี้

8. ถ้ามีคนติดดอยอยู่
- ถ้ารายย่อยอยู่บนดอยเยอะ ในรอบๆนั้น พี่คิดว่าเขาจะลากขึ้นไปรับพี่ไหม อันนี้ต้องคิดนะ

9. ระวังข่าวดี
- ก่อนจะมีข่าว มีคนเก็บของไปแล้ว พอมีข่าวต้องระวังกว่าเดิม เพราะไม่รู้จะโดนเทไหมในวันนั้นๆ แต่เชื่อเถอะครับ ราคามาก่อนข่าวดีเสมอ

10. ถือสถานะนาน อึดอัดไหม
- ไม่นะครับ ถ้าผมมั่นใจแล้วเข้าหุ้นตัวไหน "มันต้องวิ่ง"ถ้าไม่วิ่งแสดงว่าผมคิดผิด ก็โยนทิ้งสิครับ

11. ปฏิทินตลาด ต้องดูนะ
- พี่ต้องดูเลยว่าหุ้นตัวไหน ขึ้นอะไรในวันนั้นๆ Warrent ถ้าจะเทรดก็ต้องดูว่า วันหมดอายุใกล้แล้วหรือยัง มันเป็นพื้นฐานเลยนะ ผมดูทุกวัน ที่ ตลท.เขาให้มานั่นแหละครับ www.set.co.th ผมดูทุกเช้าก่อนเทรด ทำให้เป็นนิสัยครับพี่ ของฟรี ไม่เสียเงินด้วย ข้อมูลพวกนี้ แล้วจะไม่พลาดอะไรง่ายๆ

12. ต้องเชื่อว่าทำได้
- สิ่งแรกเลย ต้องเชื่อว่าทำได้ ทั้งที่ทำยังไม่ได้นี่แหละ ต่อให้ผมกลับไปเจ๊งอีก ผมก็จะกลับมาได้เหมือนเดิมเชื่อสิ พี่ไปลองฟัง อาจารย์เฉลิมชัย เยอะๆ ฟังแล้วเหมือนโดนด่านั่นแหละ ดีมากเลย

13. เล่นเป็นทีม
- ผมเป็นหนึ่งในทีมเทรดให้พี่ซัน จันทร์ - พุธ, พฤหัส - ศุกร์ไม่มีงาน ผมก็เทรดกับบิ๊ก (Champ SPT#1)ที่คอนโดนี่แหละ

14. การมี Coach เป็นสิ่งสำคัญ
- ตั้งแต่เข้ามา SPT มันก็เปลี่ยนชีวิตผมเลยนะ เชื่อผมสมัคร SPT พี่ๆทุกคน โค๊ชทุกท่าน ไม่ได้เงินเดือนจากรายการนะ เขามาสอนด้วยใจ ให้นักลงทุนรายย่อยจริงๆ

15. ไม่สามารถจำได้แล้ว ถ้าใครต้องการเพิ่มเติม Comment ไว้นะครับ 555 ^_^

หวังว่าทุกท่านจะได้ข้อคิดสำคัญจากการแบ่งปันของผมในครั้งนี้ครับ

สวัสดีตอนเช้า วันพฤหัส 26/05/2016
วรินทร หอรุ่งเรืองชัย

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

4 จุดสังเกต เพิ่ม "ความได้เปรียบ" ในตลาดหุ้นด้วย "การวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย"

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ผู้ศึกษาควรใช้วิจารณญาณในการรับชม ***

การวิเคราะห์ “ปริมาณการซื้อขาย” (Volume Analysis)

บทความที่จะแบ่งปันต่อไปนี้ เกิดมาจาก “ความรู้” ที่ผมได้จากการอ่านและฟังความรู้มาอีกทีจนเกิดการตกผลึกเป็นมุมมองที่ผมใช้ในการหา “ความได้เปรียบ” ในการซื้อขาย “หุ้น”

ก่อนแรกขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็น
เสี่ยยักษ์ เสี่ยป๋อง เสี่ยปู่
อาจารย์ติ โค๊ชซัน โค๊ชเจน พี่เบียร์ พี่จักรินทร์ Super Trader Thailand
พี่อรรถ พี่ชูชาติ พี่ปุ้ย พี่วิชิต พี่โจ๊ก พี่ใหม่ และอีกหลายๆท่าน รวมถึงหนังสือ + Youtube ทุกคลิป + Facebook post sharing ที่ทำให้ผมเข้าใจมุมมองต่างๆเกี่ยวกับ การวิเคราะห์ปริมาณซื้อขาย มากขึ้น
(ส่วนมากดู Youtube พวกพี่ๆเขา ผมเชื่อว่าเพียงพอที่จะได้อะไรบางอย่างจากมุมมองระดับประสบการณ์นั้นๆ)

กฏการใช้งาน Volume Analysis
1. Volume Analysis บอก “ความได้เปรียบ” ในการเข้าซื้อหุ้น ไม่ได้บอกว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง
2. หากปราศจากวิธีคิดการลงทุนที่เหมาะสม Volume Analysis ก็เป็นแค่ “ความรู้” ที่ใช้การไม่ได้
3. อย่ายึดติด อย่าเชื่อจากมุมมอง ที่เกิดจากตัวเอง ให้มองตามจริง มองการกระทำของราคาจริงๆ มองแนวโน้ม มองแรงซื้อขายในวัน มองจุดแนวรับต้านสำคัญ เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการซื้อขายมากขึ้น

Volume Analysis 
นิยามในมุมมองของผม
คือ การมองข้อมูลในอดีต เพื่อดูว่า “จุดไหน” ที่จำนวนหุ้นถูกซื้อขายอย่างมีนัยยะสำคัญ เมื่อเรามองหาจุดซื้อขายที่มีนัยยะสำคัญ เราสามารถนำจุดซื้อขายนั้นมาดูว่า “มันมีความเป็นไปได้” แบบไหนที่หุ้นตัวนั้นจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต

มุมมองเกี่ยวกับ Volume Analysis จากประสบการณ์ของผม แบ่งออกเป็น 4 จุดสังเกต ดังนี้
ผมขอยกตัวอย่างจากหุ้นหนึ่งตัวที่ผมกำลังดูอยู่ตอนนี้ ไม่ได้มีการถือครองสถานะเพื่อป้องกันการเข้าข้าง (Personal Bias)



1. มองหาจุดสะสมของจำนวนหุ้น (Accumulation phase)
เมื่อเรามองย้อนหลังไปในอดีต 100 วัน มีปริมาณการซื้อขายสะสมอยู่ที่ราคา 3.92 - 4.08
มันบอกถึงอะไรล่ะ ถ้ามีผู้ซื้อที่จุดนั้น ณ ราคาปัจจุบัน เขาได้กำไรเท่าไหร่แล้ว? ช่วงนี้ให้สังเกตว่า มีปริมาณการซื้อขายเข้ามา แต่ราคาไม่ไปไหน ถึงราคากระชากขึ้น ก็ถูกกดลงมา

2. หุ้นขึ้นแล้ว Volume ลด ปราศจากการสนใจของผู้คนในตลาด (Price made up without Volume)
มองราคาตั้งแต่ 4.08 - 4.80 ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นมาตลอดตามกราฟราคา แต่ Volume at Price ในช่องราคาต่างๆมีการลดลง อันนี้น่าสนใจ เพราะมันหมายถึงปริมาณของหุ้น (Free Float) ในตลาดถูกเก็บเอาไว้ ไม่เอาออกมาซื้อขาย ส่วนราคาที่ขึ้นไปได้ ก็แค่มี "คนทำขึ้นมา"

3. มองหาความเกี่ยวเนื่องของราคาในแนวโน้ม (Trend Begin)
นักลงทุนรุ่นเก๋าทุกท่านพูดเหมือนกันคือ หากหุ้นขึ้นอย่างแข็งแรง สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “Volume" มองที่ 4.80 - 4.96 สิ ราคาถูกกระชากขึ้นพร้อม Volume buy ที่เพิ่มมาขึ้น น่าจะเป็นสัญญาณของแนวโน้มที่แข็งแรงหรือไม่ อันนี้ต้องติดตาม เพราะสัญญาณแบบนี้หมายถึง เริ่มมีผู้คนในตลาดมองเห็นโอกาสในการขึ้นต่อของหุ้นตัวดังกล่าวแล้ว เราเรียกจุดนี้ได้ว่า Volume Support Price Up

4. มองหาความเกี่ยวเนื่องของราคาในการกลับตัว (Trend End)
อีกจุดที่น่าสนใจในกรณีที่ราคาถูกทำขึ้นมา แล้วมีการเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายอย่างมีนัยยะสำคัญที่ 4.80 - 4.96 มองได้อีกแบบคือ เป็นจุดสูงสุดของแนวโน้มในรอบนั้นๆ แปลได้ว่า ผู้ทำราคานำหุ้นออกมาขายทำกำไรให้สาธารณชนเป็นจำนวนมาก อันนี้ก็มีความเป็นไปได้ สุดท้ายต้องไปดูที่ราคาในอนาคต ว่าไปต่อ หรือ ไปไม่ไหว เราเรียกจุดนี้ได้ว่า Reversal zone

จบ 555 ^_^ อ่านด้านล่างต่อ เป็นข้อเตือนใจ

มุมมองต่างๆ สามารถนำไปใช้กับสไตล์การเทรดที่ไม่เหมือนกัน บางคนชอบสะสม ซื้อรอ
บางคนชอบซื้อเพื่ออีกไม่กี่วันระเบิด บางคนเล่นตามแนวโน้ม หรือเก็งกำไรระยะสั้นในขาขึ้น
ก็สามารถทำได้ โดยเพิ่มความได้เปรียบด้วยการวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย

ข้อจำกัด
1. หุ้นที่มีการซื้อขายกันเยอะๆ ทุกๆวัน หุ้นใหญ่ต่างๆ อาจใช้ไม่ได้ในเรื่องของระยะสะสม เนื่องจาก
การสังเกตการเปลี่ยนแปลงของ Volume นั้น มองหาชัดเจนได้ยาก
2. ผู้ควบคุมราคา สามารถเปิด บัญชีหลายบัญชีเพื่อทำ Volume pattern ได้
3. เป็นแค่สัญญาณยืนยันของ Price Action กำไรหรือขาดทุนไม่ได้วัดจากปริมาณการซื้อขาย แต่คือความผันผวนของราคา

การประยุกต์ใช้เพิ่มเติม
1. หากทุกท่านมีความรู้ด้าน Bid Offer Analysis จะทำให้การทำการวิเคราะห์หน้างานชัดเจนมากขึ้น
2. แนวรับแนวต้านสำคัญ จุดวัดใจต่างๆบนกราฟราคาหากมีความรู้ด้านนี้ การวิเคราะห์ปริมาณซื้อขายจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศาสตร์ Volume Analysis ผมใช้มันมาโดยตลอดสำหรับ“หุ้นเล็ก” ในการเข้าซื้อสะสม หากทุกท่านมีคำถามอะไรที่ไม่ชัดเจนในสิ่งที่ผมแบ่งปัน สามารถไปตั้งคำถามในเพจ “วิศวกรสอนลงทุน” ของผมได้ แล้วมีอะไรเรามาแบ่งปันกันครับ

จุดเน้นก่อนจบ
“หาตัวเองให้เจอว่าเป็นนักลงทุนประเภทไหนใน 3 ลักษณะ ที่ผมเขียนไว้ในกระทู้ก่อนหน้า เพื่อประยุกต์ใช้ Volume Analysis ให้ถูกกับจริตของตัวเองครับผม

สู้กันต่อไป แล้วเจอกันใหม่บทความหน้า

วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
^_^

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

20 สิ่งที่ Coach Jane เน้นย้ำในงาน "เคล็ดลับเทรด DW เพิ่มกำไรในพอร์ตด้วย Leverage"

ผมมีโอกาสได้ไปงานสัมนาเกี่ยวกับ Derivative Warrent ของ MACQUARIE วิทยากรในงานที่สำคัญในวันนี้คือ Coach Jane จาก Fire Warrior/ Super Trader Thailand. และที่เคยให้คำพูด Facebook ผมว่า หากเพื่อนๆพี่ๆ ช่วยกัน Like Share จนได้บัตรฟรี จะนำความรู้มาส่งต่อ.

                                                       *** Coach น่ารักเนาะ ^_^ ***

วันนี้เลยได้โอกาสดีในการเขียนสรุปที่จับใจความได้ ไปอ่านกันเลยครับผม
DW อาจไม่เหมาะกับ นาย A และนาย B ซักเท่าไหร่นะครับ [จาก 3 ลักษณะนิสัย บ่งบอกรูปแบบ “การลงทุน”]

สิ่งที่ Coach เน้นย้ำ
1. คิดจะเทรด DW ต้องรู้ "นิสัยของหุ้น" เช่น เล่นวันเดียวจบ, เล่น 2-3 วัน, ขึ้นพักฐานไปต่อ หรือกำลังอยู่ในช่วงสะสม เพราะนิสัยหุ้น จะบ่งบอก "ระยะเวลาในการถือ Order" ซึ่งมีผลกับ DW อย่างมาก เพราะ DW มี Decay Time นั่นเอง (ถือนาน ราคาตัวแม่ไม่ไปไหน มูลค่าลดลงทุกวัน)

2. มือใหม่ให้เทรด Series A พอ สำหรับ DW เพราะมี Gearing ที่ต่ำกว่า Series B ความเร็วแรงน้อยกว่าก็จริง แต่ "ความเสี่ยง" ก็น้อยลงด้วย

3. เทรด DW "ห้าม!!!" All in ให้แบ่งเป็น 3 ไม้ โดยไม้แรกคือ "ไม้ลองของ" ขาดทุนไม่มาก ไม้สุดท้ายคือ "ไม้แก้" หากมั่นใจใน "แนวโน้ม" ถ้าไม่มั่นใจ ต้อง Stop Loss ตั้งแต่ ไม้แรกแล้ว ไม่ใช่ถัวไปเรื่อย หรือเปิด Position ตรงข้ามเลย เช่นจาก Call เป็น Put กรณีที่หุ้นแม่ ไม่ขึ้นตามเทคนิคที่คาดไว้

4. หากวิเคราะห์หุ้นแม่ด้วยกราฟเทคนิค ในหุ้นใหญ่นั้นมุ่งเน้นไปที่ Horizontal Line ถ้าราคาหลุดเส้นด้วย Volume แบบไม้ละแสนหุ้นใน PTT, PTTEP, KBANK, SCC, ADVANC มีโอกาสสูงมากที่มันจะหลุดจริง อย่าไปขวางเพราะ "ต่างชาติ" พอเขาขาย เขาขายทุกราคา. ถ้าราคายืนอยู่ที่แนวรับค่อยตามก็ไม่สาย เพราะเขาก็ไม่มานั่งทำราคาขึ้นลงแบบหุ้นตัวเล็กๆในบ้านเรา เขาซื้อซื้อจริง เขาขายขายจริง

5. เมื่อรู้ทิศทางของหุ้นใหญ่ในตลาดในกลุ่มใหญ่ๆเช่น BANK, ENERGY หรือ ICT เป็นต้นค่อยนำแนวโน้มในวันเหล่านี้ไปวางแผนว่าจะเทรด DW SET50 อย่างไร โดยราคาของ DW SET50 จะอ้างอิงตาม Future SET50 ไปวางแผน เปิดตารางราคา ดูอัตราทด ดู Sensitivity ของราคา DW เทียบ สินค้าอ้างอิง เพื่อใช้วางกลยุทธ์

6. พี่ด๊ะ แชมป์ SPT#2 ได้ขึ้นพูดแบ่งปันประสบการณ์ของดู Volume ที่ราคาต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น หากมี Volume buy กองอยู่ที่ช่วงราคา ดังรูป การพิจารณาเปิด Call Order ที่ตำแหน่ง Volume ด้านซ้าย มีโอกาสได้เปรียบที่ราคาจะวิ่งขึ้น เนื่องจากมี "ผู้สะสมหุ้น" ณ บริเวณดังกล่าว (Volume Analysis)

7. หุ้น Big Cap Blueship กับ หุ้น Small Cap เทรดไม่เหมือนกัน หุ้นใหญ่ต่างชาติเน้นขึ้นขึ้นจริง ลงลงจริง
หุ้นเล็ก "ผู้มีบารมีเนื่องราคา" เป็นคนกำหนดการขึ้นลงแบบแล้วแต่ใจเขา หลอกขึ้นหลอกลง กระจาย ดึง Bid Offer อย่างสนุกสนาน

8. หุ้นเล็ก หากขึ้นจริง Volume ต้อง Support ชัดเจน และพอมันขึ้นไประยะหนึ่งแล้ว "ข่าวดี" จะเริ่มมา ดังนั้น ซื้อช่วงสะสม Consolidation จะมีโอกาสขาดทุนน้อยแต่ RRR จะสูงกว่า "ไล่ราคา" มาก พี่เจนเน้นจุดนี้ว่า "อย่าตามควาย" 5555+

9. เทรดหุ้น DW ต้องดู Multi TF ดูไล่จาก Day >>> 60 >>> 30 >>> 15 นาที <<< อันนี้เอาไว้ Action ตามราคาที่แสดงบนกราฟ (Price Action)

10. พี่เจนกล่าวว่า พี่ซันหรือตัวเขาเอง บางทีหาหุ้นจาก Most Active Value 

11. ในหุ้นใหญ่ อย่าคิดเล่นไม้ตกใจ Stop hunt เพราะการรับแบบนั้น เวลาต่างชาติเอาจริง ช้อนอาจหักได้ ซึ่งแตกต่างกับ หุ้นเล็ก หากดึง Bid Offer จากเจ้ามือ ให้รู้ว่านั่นเรียกว่า สลัดเม่า แล้วไปต่อ

12. หุ้นที่มีแต่ Call Position ถ้าหาได้ หาจุดซื้อดี อาจพลิกพอร์ต เพราะนั่นแปลว่า เจ้าของหุ้น ไม่ยอมให้เอาหุ้นมาขาย เพื่อทำ Put Position

13. SET50 index วิ่งขึ้น Future นิ่ง สังเกตทันให้ Call. SET50 index นิ่ง Future ลง นี่คงต้อง Put จุดนี้ต้องใช้ประสบการณ์ พี่เจนเน้นว่ามันคือ "ความผิดปกติ" ของตลาด

14. ถ้าปัจจัยทั้งตลาดไม่สนับสนุนให้ทั้งตลาดไปต่อ อย่าไปรันเทรนด์เลย โดน Stop Loss แน่นอน (Volatility) 

15. Fundflow ดูบ้างนะ มีผลต่อการเทรด ค่าเงิน USDTHB หรือแม้แต่ ดอกเบี้ยธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น

16. อย่ายึดติดกับทฤษฎี เช่น Price Pattern ที่เกิดขึ้น อาจเกิดมาเพื่อ "กิน" รายย่อยก็ได้

17. ให้โทษตัวเองให้มาก นำไปสู่การพัฒนาเป็นเทรดเดอร์ที่ดี

18. จดบันทึกการเทรดทุกครั้ง เทรดเดอร์ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ Coach SPT ทุกท่านจดบันทึกการเทรดทั้งหมด เพื่อมองหาจุดผิดพลาด จุดแก้ไข การไม่ทำผิดซ้ำซาก

19. ลงแข่ง SPT#3 ใครชนะรายการ DW Coach มีรางวัลให้ ปีนี้พี่ด๊ะได้รางวัลเงินสด เนื่องจากได้แชมป์ DW เป็นเชคเงินสดมูลค่า 500,000 บาท (โหดแท้)

20. มางานสัมนา หรืองานไหน มีโอกาสถาม ถามให้มาก ตอนพี่เจนยังไม่เก่ง พี่เจนก็ถามแหลกเหมือนกัน

ตอนไปถ่ายรูปกับพี่เจน พี่เจนบอกว่า อาจสอนไม่รู้เรื่องบ้าง เพราะตัวเขาเป็นเทรดเดอร์ แต่ผมเชื่อว่าถ้าทุกท่านได้มีโอกาสนั่งฟัง รับประสบการณ์ของเทรดเดอร์คนนี้ ผมว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว 

สำหรับท่านที่สนใจอยากรับฟังประสบการณ์เพิ่มเติมพี่เจนบอกว่า อาจมีแบ่งปันประสบการณ์อีกครั้ง เป็นของอีกเจ้าหนึ่ง ผมมองว่าติดตาม Facebook พี่เขาให้ดีมี ความรู้เจ๋งๆ แน่นอน

Facebook coach: https://www.facebook.com/nitikarn.jiv?fref=ts

ขอบคุณ Coach Jane และ พี่ด๊ะ แชมป์ SPT#2 มากครับผม ประสบการณ์แจ่มแจ๋ว หาไม่ได้จากหนังสือเล่มไหนจริงๆ

วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
เขียนที่ Condo ตอนเช้าๆ วันอาทิตย์

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

3 ลักษณะนิสัย บ่งบอกรูปแบบ “การลงทุน”

ผมมีความเชื่อส่วนตัวที่ว่า หากเราเลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับ “คนที่เราเป็น” แล้ว เราจะลงทุนอย่างมีความสุข และอยู่กับการลงทุนไปจนประสบความสำเร็จได้


โดยผมแบ่งสินค้าการลงทุนออกเป็นหัวข้อย่อย ดังนี้
  • กองทุน (ตราสารเงิน, ตราสารหนี้, หุ้น)
  • อสังหาริมทรัพย์ (Vancant, Property)
  • หลักทรัพย์ (หุ้น Stock, ตราสารอนุพันธ์ Derivative)
  • อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินระหว่างประเทศ(FOREX) อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินดิจิตัล (Cryptocurrency)


มาดูกันว่า 3 ลักษณะนิสัยแบบไหนบ้างที่ผมสามารถแยกแยะได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมานะครับ
=====================================================================
  1. นาย A
  • รักความมั่นคง
  • ความไม่แน่นอนมีผลต่อจิตใจ
  • ไม่มีเวลาตรวจสอบสุขภาพพอร์ตการลงทุน

การลงทุนที่เหมาะสมตามสินค้าเป็นดังนี้
1.1 กองทุน - กองทุนตราสารเงิน, กองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนหุ้นปันผล
1.2 อสังหาริมทรัพย์ - ไม่แนะนำ
1.3 หลักทรัพย์ - หุ้นปันผล หุ้นพื้นฐานดีที่ราคายังไม่ไปไหน (หากมองแบบเน้นคุณค่า คือ Undervalue) หุ้นประเภทที่ลูกค้าซื้อ ต้องซื้ออีก อุปโภคบริโภคแบบสม่ำเสมอ เป็นต้น
1.4 FOREX, Cryptocurrency - ไม่แนะนำ
=====================================================================
2. นาย B
  • รับความเสี่ยงได้บ้าง
  • ไม่ได้เน้นกำไรสูงสุด
  • ตรวจสอบพอร์ตการลงทุนเป็นครั้งคราว เช่น อาทิตย์ละครั้ง เดือนละครั้ง เป็นต้น

การลงทุนที่เหมาะสมตามสินค้าเป็นดังนี้
2.1 กองทุน - กองทุนหุุ้นอุตสาหกรรมในกระแสนิยม กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REIT) กองทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศหรือต่างประเทศ 
2.2 อสังหาริมทรัพย์ - บ้าน คอนโด ปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้รายเดือน
2.3 หลักทรัพย์ - หุ้นพื้นฐานดีมีโอกาสเติบโตในอนาคตที่ราคายังไม่ไปไหน (หากมองแบบเน้นคุณค่า คือ Undervalue + High growth expectation)
 หุ้นในกระแสมหาชน ปัจจัยทางเทคนิคเป็นขาขึ้นชัดเจน (เทรดตามแนวโน้มหลัก)
2.4 FOREX, Cryptocurrency - เทรดอัตราแลกเปลี่ยนในระยะเวลามากกว่า รายวันขึ้นไป หากต้องการใช้ปัจจัยทางเทคนิคสร้างโอกาสการเพิ่มรายได้รายเดือน (เทรดตามแนวโน้มหลัก)
=====================================================================
3. นาย C
  • รับความเสี่ยงได้สูง
  • เน้นกำไรสูงสุด
  • มีเวลาตรวจสอบพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

3.1 กองทุน - ไม่แนะนำ
3.2 อสังหาริมทรัพย์ - ที่ดิน บ้าน คอนโด เพื่อเกร็งส่วนต่างราคาซื้อขาย
3.3 หุ้น - หุ้นรายวัน อนุพันธ์ประเภทใบแสดงสิทธิ์ประเภทต่างๆ (Warrent, Derivative Warrent, Option, Future) โดยส่วนใหญ่เน้นปัจจัยทางเทคนิค + ข่าวรายวันที่ถูกสร้างขึ้นจากผู้สร้างกลไกราคา (Market Maker), หากเป็นทางปัจจัยพื้นฐานก็จะเป็นหุ้นประเภท พลิกกลับมาดี (Turn Around) เป็นต้น เน้นเกร็งกำไรเป็นหลัก ไม่เน้นปันผล
3.4 FOREX, Cryptocurrency - เทรดจากปัจจัยทางเทคนิคในกราฟต่ำกว่ารายวันลงไป อาจเล็กไปถึงรายนาทีเพื่อเกร็งกำไรแบบไม่ขึ้นกับแนวโน้ม (Scalping) ใช้ปัจจัยทางเทคนิค + รูปแบบของแท่งราคา (Price Action) ณ จุดสำคัญที่แนวรับ แนวต้าน เป็นต้น
=====================================================================
จะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นคนแบบไหน ก็สามารถมีพอร์ตการลงทุนได้ทั้งนั้น บางทีการหาการลงทุนที่เหมาะกับลักษณะนิสัยของเรา อาจง่ายกว่าเปลี่ยนตัวเองเพื่อเป็น ใครบางคน ก็ได้นะครับ


สุดท้ายนี้บทความนี้ช่วยตอกย้ำ บทความที่แล้วได้อย่างมากว่า ทำไมทุกคนถึงต้องลงทุน + ใครๆก็มีพอร์ตการลงทุนได้


หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านนะครับ มีอะไรก็คอมเม้นท์สอบถามไปยังหน้า Fanpage ด้านล่าง หรือใน Blog ได้เลยครับผม


ขอบคุณครับ


วรินทร หอรุ่งเรืองชัย

เขียนกลางมหาสมุทรแปซิฟิค บนเครื่องบินกลับจาก San Francisco > Bangkok

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนประเภทต่างๆ
https://en.wikipedia.org/wiki/Foreign_exchange_market
https://en.wikipedia.org/wiki/Cryptocurrency

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

5 เหตุผล ทำไมถึง "ลงทุน"

สวัสดีครับ "ผู้อ่านทุกท่าน"
ผมชื่อ แวน วรินทร หอรุ่งเรืองชัย มีความตั้งใจที่นำความรู้ประสบการณ์การลงทุนต่างๆที่ผ่านมาและยังคงอยู่มาแบ่งปันแก่ทุกท่าน ผ่านทางบทความทั้งหมดใน Blog: Investment Sharing Opportunity ทุกท่านสามารถศึกษา, เรียนรู้ และสามารถนำประสบการณ์ของผมไปปรับใช้กับการลงทุนของทุกท่านได้ และนั่นคือ "ความตั้งใจสูงสุด" ในการเขียนบทความทั้งหมดของผมครับ

บทความแรกในวันนี้ที่ผมอยากแบ่งปันคือ 5 เหตุผล ทำไมถึง "ลงทุน"

1. เราไม่สามารถทำงานได้ "ตลอดชีวิต"
▪ พนักงานประจำทำงานอย่างมากไม่เกินอายุ 60 ปี หลังจากอายุ 60 ปี มนุษย์เรามีอายุยืนยาวขึ้นจากเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่. การลงทุนเป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างรายได้ในชีวิตหลังเกษียณให้กับผู้ลงทุนได้

2. ค่าของเงินมีแต่ "ลดลง"
▪ จากนโยบายทางการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายแห่ง ส่งผลให้ค่าเงินลดลงทุกเวลา ทุกนาที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ราคาหมูปิ้ง ที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 เท่า ในเวลา 10 ปี เป็นต้น

3. หนทางที่ "สั้น" และ "เรียบง่าย" ที่สุดในการประสบความสำเร็จ
▪ เมื่อผู้ลงทุนมีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนที่ถูกต้องและเข้าใจมัน 100% การลงทุนไม่ว่าจะในรูปแบบใด มีความเรียบง่ายในตัวของมันเอง และยังเป็นหนทางที่สั้นที่สุดในการประสบความสำเร็จในชีวิต

4. โอกาสที่จะ "ยกระดับ" ชีวิต
▪ เมื่อผลตอบแทน รายได้ในชีวิตมากขึ้น ระดับความเป็นอยู่ ย่อมเป็นไปตามระดับชีวิตที่ดีขึ้นนั้นเอง

5. ความสามารถในการ "แบ่งปัน" มากขึ้น
▪ เมื่อมีเงิน มีมากพอ ไม่ขัดสน โอกาสและความสามารถในการเอื้อเฟื้อต่อสังคม ก็มีมากตามไปด้วย

นี่คือ 5 เหตุผลพื้นฐานว่าทำไม ทุกๆท่านถึงควรหันมาลงทุนครับ

ทุกท่านสามารถติดตามบทความการลงทุน หรือบทความอื่นๆ ได้อีกที่
Blog: Investment Sharing Opportunity

วันนี้ ราตรีสวัสดิ์ครับ
แวน
(เขียนวันที่ 7 พฤษภาคม 2559 เวลา 02:30 สถานที่ Los Angeles)