วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เคล็ดลับ เทรดอย่างไรให้ "อยู่รอด"

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ลอกเลียนแบบได้ ***

เคล็ดลับ เทรดอย่างไรให้ "อยู่รอด"
   กี่มากน้อย ที่เราได้เรียนรู้วิธีการวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยทางเทคนิค ในรูปแบบต่างๆ แต่การลงทุน การเทรดของเราก็ไม่เคยได้กำไร ไม่สิอาจพูดได้ว่า "ขาดทุน" อยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่เข้าไปทำการซื้อขาย
   ผมเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาสู่โลกของการลงทุนในตลาดหุ้น ด้วยความเชื่อไม่กี่อย่าง
1. มันจะทำให้เรารวยขึ้น
2. มันจะทำให้เงินของเราชนะอัตรากัดกร่อนของเงินในแต่ละปี (อัตราเงินเฟ้อ)
3. อะไรอีกดีล่ะ เมื่อคนรอบข้างก็บอกว่า เข้ามาลงทุน เข้ามาเทรดกันเถอะ

  ซื้อขาย Order แรก ในตลาดหุ้นไทย ผมก็ขาดทุนไป -10% แล้วครับท่านผู้ชม มีความลังเลสงสัย เอ๊ะ!!! เราผิดตรงไหน ยิ่งเทรด ยิ่งขาดทุน เหมือนเลือดไหลไม่หยุด จนต้องหยุดเทรดไป หยุดลงทุนไปด้วยอาการไม่เข้าใจ "เทคนิค" ทั้งทางพื้นฐานและกราฟ

ภาพที่1: ปัจจัยพื้นฐาน

ภาพที่2: ปัจจัยพื้นฐาน

    หลังจากนั้นได้เลือกทาง มุ่งมั่นค้นคว้า ศึกษา เรียนรู้ ว่ากราฟเทคนิคมันคืออะไร จำได้หมด Moving Average, RSI, MACD, STOchastic, Candlstick, Chart pattern, Dow Theory มาหมด ตอนแรกๆที่ศึกษามันก็ดีนะ มีกำไร เริ่มเข้าซื้อเป็น ไม่ดูข่าว ไม่ตามเสียงเชียร์มากขึ้น แต่สุดท้าย มันเหมือนสภาวะ "เลือดไหลช้าลง" อ่ะ คือ ก็ยังขาดทุนอยู่ดี แต่ขาดทุนด้วยอัตราเร่งน้อยกว่าเดิม กว่าตอนไม่่รู้อะไรเท่านั้นเอง ( ณ ปัจจุบันเห็นเลยว่า เทคนิคต่างๆ ทำไมระดับเซียนหุ้น ถึงบอกว่ามันแค่ 10%!!!)

   ก็มาดูต่อมีอะไรอีกที่เราจะพัฒนาได้ ก็ได้เห็นเลยว่าสิ่งหนึ่งที่ตอนนั้นไม่เคยมี คือ การบริหารเงินหน้าตักเงินทุน/การบริหารความเสี่ยงต่อเงินทุน (Money Management/ Risk Management)
- หาอ่านสิครับ ใครที่บอกว่า "ความเสี่ยง" คือ การกำหนด %ความเสียหายต่อพอร์ต ยิ่งน้อยยิ่งดี แต่นั่นก็ลดความน่าจะเป็นของการทำไรด้วยเช่นกัน. มาเต็ม 2%,3%,5%,7%,10% เป็นต้น
- เริ่มรู้จักมากขึ้นเกี่ยวกับการวางเงินหน้าตัก ภาษาอังกฤษที่เขาเรียกกันว่า "Position Sizing" เช่นมีเงิน 100 บาท หาก Risk per portfolio = 2% และ Risk per order = 10% (มองจากกราฟเทคนิค ถ้าตั้ง Stop loss ที่ previous low) Position sizing ไม่สามารถเกินจำนวนเงิน 20 บาท ในการวางหน้าตักต่อการเทรดนั้น

ภาพที่3: การบริหารหน้าตัก/การบริหารความเสี่ยง

   อัตราเร่งการขาดทุนลดลงมาก หลังจากเข้าใจ MM/RM แต่เทรดอย่างไง เลือดก็ยังไหลอยู่ดี ไหลมากน้อยลง ไหลน้อยมากขึ้น แปลว่าอะไรนิ 555 ให้เรียบง่ายคือ "ยิ่งมีความมั่นใจ (Overconfident)" ทั้งเทคนิค และการบริหารเงินมากขึ้น "ยิ่งเทรดบ่อยขึ้น (Over-trading)" 

   มันไม่ได้ "ดีหรือไม่ดี" นะ แต่ไม่เคยคิดถึงคำว่า "เกมส์ของความน่าจะเป็น" เลย มันหมายความว่า ยิ่งมีการเข้าซื้อขาย ใช่ครับโอกาสของการทำกำไรย่อมมากขึ้น และเช่นเดียวกันกับ "โอกาสขาดทุน" ตอนแรกไม่เข้าใจอะไรพวกนี้หรอก เหมือนหนูวนลูปอ่ะ ขาดทุน กำไรน้อย ก็มองย้อนกลับไป "พัฒนาปรับปรุง" วิธีการเทรด เทคนิคการเทรด อ่านเทคนิคมากขึ้น รู้มากขึ้น ปรับปรุงเยอะขึ้น เสียเวลานอนมากขึ้น แต่ "ความแตกต่าง" ไม่สามารถมองหาได้มากไปกว่าที่เป็นอยู่ ณ ตอนนั้นเลย

   คำถามคือ "เรามาถูกทาง" ป่ะว่ะนิ มัน "เหมาะสม" กับเราไหม การเป็นเทรดเดอร์เนี้ย โหวว ตอนนั้นยอมแพ้สิครับ แต่ไม่เลิกนะ ก็ลองมาหาจากกรอบความคิดที่จะเปลี่ยนสิ่งที่เรียนรู้มา ไปมองหาว่าอะไรล่ะที่เรา "ขาดไป"

   นั่งเปิด Youtube, Facebook เข้าไปสิ กดติดตามเข้าไป เสี่ยยักษ์ เสี่ยป๋อง พี่แพท พี่หยง จนมาถึง Coach ต่างๆใน SPT พี่ซัน, พี่เจน, ครูไก่ และอีกหลายท่าน กระทั่งได้อ่านประวัติ พี่เบียร์ พี่บิ๊ก SPT#1 เป็นอะไรที่แบบ โอ้วววววววววววว เขาจ่าย "ค่าเทอม" กันเพียบเลยนิหว่า
- เราก็ไม่รอช้า เปิดดู Youtube มันทุกวัน ฟังมาหมดทุกคนด้านบน
- เปลียนหนังสือจากเทคนิคต่างๆเป็นเกี่ยวกับ "จิตวิทยาการเทรด การลงทุน" (หยงเกิดมาเทรด, Market Wizard. Daytrade Hunter, Trading in the zone) 

   สิ่งที่ได้จากการทำทั้งหมดด้านบน มันเกี่ยวกับ "จิตวิทยา" ล้วนๆ ทั้งต่อตัวเอง และตัวตลาด ซึ่งสิ่งที่มาตอกย้ำให้ผมชัดเจนมากขึ้นและเข้าใจสิ่งที่นักลงทุนรุ่นพี่กล่าวไว้หมดแล้ว คือ หนังสือ Trading in the zone

ภาพที่4: จิตวิทยาการเทรด การลงทุน

   Trading in the zone เป็นหนังสือจิตวิทยาการเทรด ที่ยากที่จะหาหนังสือเล่มใดเปรียบเทียบ ประโยคต่างๆเหล่านี้ ทำให้ผม ฉุกคิดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการลงทุน
1. เมื่อเราโดนหมากัดตอนเด็ก โตมาเราจะมีความไม่สบายใจ เมื่อเจอหมา แม้จะเป็นตัวละตัวกัน
2. ตลาดไม่เคยเป็นแบบที่เราคิด มันทำหน้าที่แสดงออกสิ่งที่มันเป็นออกมา ผ่านราคาและเครื่องมือต่าง มีแต่เราที่คิดว่า มัน "ต้อง" เป็นแบบนั้น แบบนี้
3. ตลาดทำหน้าที่เดียวที่มากกว่าารซื้อขาย คือ "สะท้อน" คนที่เราเป็น
4. การไม่ควบคุมความเสี่ยง ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้จักมัน แต่เพราะว่าเราไม่ "สามารถ" ยอมรับ "การเป็นผู้ผิด" ได้ เราเลยละเลย หรือแม้กระทั่ง Bias เข้าข้างตัวเอง ว่าเรา "น่าจะถูก น่าจะไปต่อ น่าจะกลับมา"
5. ความจริงที่เรามี "มุมมอง" ว่ามันเป็นจริง ใช้ไม่ได้กับตลาด ความได้เปรียบของตลาดจะเริ่มโน้มเอียงมาทาง ผู้ที่ "มอง" ตลาดทุนตามจริงเท่านั้น
6. ขายหมู ติดดอย เป็นสภาวะหนึ่งของ "ความกลัว/ความโลภ" ทำให้มุมมองถูกบิดเบือนด้วยสิ่งเหล่านี้
7. หาอ่านเถอะครับ มันคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม คุณจะได้ค้นพบอะไรบางอย่างอย่างแน่นอน ถ้าคุณมีพันธสัญญาของการเป็นเทรดเดอร์

ภาพที่5: โซนแห่งเทรดเดอร์

   ผมเห็นตัวเองเลยว่าผมไปมุ่งเน้นอะไรก่อนในการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ ผมพยายามเรียนรู้ เทคนิค ก่อน จิตวิทยาการลงทุน ผมไม่สามารถเข้าใจ MM/RM ได้อย่างแท้จริง เป็นแค่เพียง Concept เพราะผมขาดจิตวิทยาเรื่อง "ความผิดหวัง, ความเป็นผูู้ถูก, ความน่าจะเป็น" ไป หลังจากได้จิตวิทยาการลงทุน การเทรด มาเสริม การเทรดของผมมี "มุมมอง" ต่อมันไปอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

1. ไม่ต้องยาก ท่าไม่ต้องมาก เน้นรักษาต้นทุน
2. กำไร ตลาดเฉลยเองว่า เราอยู่ในความโน้มเอียงของความได้เปรียบจากสิ่งที่ตลาดเป็นจริง
3. หากเราค้นพบ หรือตระหนักได้ว่า ความได้เปรียบของตลาด มีทิศทางไปในทิศตรงข้ามของ Order ที่เราถือ สิ่งที่เราต้องทำทันที ไม่ใช่การนึกคิดว่า "เราผิดตรงไหน" ก่อนจะออกมามองหาจุดแก้ไข ปรับปรุง แบบมีประสิทธิภาพ สิ่งที่เราต้องทำคือ "จัดการ Bias" ในการเทรดนั้นๆ ซึ่ง Bias จะเกิดขึ้น ทำให้เรามีมุมมองในรูปแบบ "ทิศทางเดียวกับการสถานะที่เราถือครอง" วิธีจัดการที่ดีที่สุดและปลอดภัย คือ Stop Loss (ปกป้องเงินทุนจากความเสียหาย)
4. เมื่อเราผิดทาง ไม่ใช่เราผิดพลาด เราทำงานกับการเข้าสถานะ ไม่ใช่ตัวตนของเราว่าเป็นผู้พ่ายแพ้ ไม่มีความสามารถ มันคนละเรื่องกัน เทรดไม่เกิดผลลัพธ์ กับคนที่เราเป็น มันคนละเรื่องกัน แยกแยะมัน แล้วไปจัดการกับการเทรด ไม่ใช่ตัวเอง เคยเป็นไหม "กูจะทำได้ไหม, กูผิดอีกแระ, เสียเงินอีก หรือกูไม่ดีพอ"
5. ลองอ่านดูครับแล้วท่านๆ จะค้นพบ อะไรที่ตัวท่าน "เป็น" เกี่ยวกับการเทรด การลงทุน

บทสรุปของอัตราส่วนการเทรด การลงทุน จึงเกิดขึ้นในจิตใจผมอย่างแท้จริง มากกว่าการท่องจำที่ว่า
- เทคนิค 10%
- MM/RM 30%
- จิตวิทยา 60%

เชื่อไหม หากจิตวิทยาการลงทุนเราดี เทคนิคเราจะดีตามไปด้วย ทุกวันนี้ผมดู Bid Offer Ticker ก็พอจะเข้าใจ ว่าทำไมเราถึงดอยทั้งที่เป็นขาขึ้น หรือทำไมเรายังซื้อตอนขาลงแล้วถึงติดหุ้น

เพราะเมื่อจิตวิทยาเราถูกต้อง "มุมมอง" ที่เรามีต่อตลาด จะเริ่มน้อยลง เราจะมองแบบที่มันเป็นอย่างแท้จริงมากขึ้น ไม่ใช่แบบที่เรา "อยาก" ให้เป็น

จบ โดยสรุปนะครับ สุดท้ายต้องลองไปค้นคว้าว่า "จิตวิทยา" มุมไหนที่เรายังมองไม่ตรงกับตลาดอยู่บ้าง เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เทคนิค เหมือนเดิมแหละครับ แต่การขาดทุน การกำไร ไม่เหมือนเดิมจริงๆ

วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
09/06/2016

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น