วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

2 มุมมองการลงทุนที่ "น่าสนใจ" เกี่ยวกับ Cryptocurrency ที่มีชื่อว่า Bitcoin

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล  ***

Bitcoin Trading and Cloud Mining Investment
   หลายๆคน คงเคยได้ยินคำว่า Bitcoin กันมาบ้างแล้ว วันนี้ผมจะมาแบ่งปันประสบการณ์ทั้งการเทรดและการลงทุน Bitcoin ในแบบฉบับของผมเอง แต่ก่อนที่ลงรายละเอียด เราไปดูกันดีกว่า ว่าที่จริงแล้ว Bitcoin คืออะไร
   อ่านอันนี้ครบถ้วนมาก https://en.wikipedia.org/wiki/Bitcoin ถ้าขี้เกียจอ่านแล้วล่ะก็ 555 โดยสรุปแล้ว Bitcoin คือ สกุลเงินดิจิตัล ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่ามีค่าและสามารถใช้ในการโอนถ่ายเงินระหว่างประเทศ โดยปราศจากค่าธรรมเนียมของธนาคาร. นิยามในโลกดิจิตัล Bitcoin เปรียบเสมือนสินทรัพย์ ที่มูลค่าวิ่งตามแรงซื้อ แรงขาย ปัจจุบัน Bitcoin มีมูลค่า 680$ per 1.000xx ฺBTC

   ในมุมมองของเทรดเดอร์แล้ว อะไรก็ตามที่อยู่ Wave 3 Grand Cycle ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษอย่างแน่นอน เพราะอะไรรู้ไหม เพราะมันมีแรงส่งของแรงซื้อ ทำให้เกิดโมเมนตัม นำไปสู่การทำ All Time High ในที่สุดไง ^_^

ภาพที่ 1: BTCUSD month chart

   จากกราฟราคาระดับเดือน เห็นได้ชัดว่าราคา Bitcoin พุ่งขึ้นอย่างมากจาก 480$ >>> 680$ ภายใน 2 เดือน อะไรล่ะที่ทำให้ Demand ใน Bitcoin เป็นเช่นนั้น

   ผมมีข้อสังเกตสภาวะเศรษฐกิจไม่กี่ข้อและเข้าใจได้ง่าย ว่าอะไรมีผลต่อ Demand ใน Bitcoin
1. สภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ: ณ เวลาปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฝืดตัว ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกถูกมีมุมมองว่าน่าเป็นห่วง ทำให้สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเช่น ทองคำ มีมูลค่ามากขึ้น (ถือเพื่อป้องกันความเสี่ยง เพราะทองคำมีค่าในตัวเอง) และเชื่อไหมว่า Bitcoin ก็มีความคล้ายคลึงกันกับทองคำ คือในโลก Cryptocurrency Bitcoin ถูกเปรียบเทียบเป็น "ทองคำดิจิตัล"

2. สภาวะเงินล้นโลก: เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ภาครัฐแต่ละภูมิภาคทั่วโลก พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดเงินเข้าสู่ระบบการเงินโลก QE นั่นเอง เมื่อเม็ดเงินมันมาก มันก็จะวิ่งไปหาแหล่งที่มันจะเพิ่มมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นตลาดทุน ตลาดเงิน หรือแม้กระทั่ง ทองคำ หรือ Bitcoin

3. ยุคอินเทอร์เนตครองโลก: เมื่อมีการใช้จ่ายผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น การจ่ายเงินที่สะดวกอีกวิธีหนึ่ง คือ จ่ายเงินในรูป Bitcoin อันนี้ก็ส่งเสริมให้ Bitcoin มีมูลค่า รวมทั้งบริษัทบางแห่ง เริ่มเปิดให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ใช้ในการซื้อขายสินค้าของพวกเขาอีกด้วย ที่ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เนตพบว่า Microsoft ก็ยอมรับในการใช้จ่ายซื้อ Software ของพวกเขา  http://www.oknation.net/blog/talkwithMetha/2014/04/07/entry-1

   สภาวะทางปัจจัยพื้นฐานอาจทำให้ผม รู้สึก ว้าว!!! แต่มันไม่มีผลกับผมในฐานะเทรดเดอร์มากไปกว่า Wave 3 Grand Cycle ของ BTCUSD ทำไมผมถึงพูดแบบนั้นน่ะหรอ ก็เพราะเทรดสินทรัพย์อะไรก็ตามในช่วงขาขึ้น ยังไงก็กำไรไงครับ เราชาวเทคนิคอลถูกสอนให้ลงทุนในกราฟขาขึ้นเท่านั้น นี่แหละคือ ประเด็นสำคัญ ที่ผมสนใจทั้งการเทรดและการลงทุน Bitcoin 

   ในประเทศไทยมี BTC broker ที่น่าเชื่อถือและเป็นที่นิยม รวมทั้งจดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายประเทศไทยในนามของ Digital Product นั่นคือ BX Thailand 

ภาพที่ 2: BX Thailand BTC broker
   BX Thailand ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งซื้อขาย Bitcoin เท่านั้น ยังมีสินค้าดิจิตัลอื่นๆอีกมากมาย ลองกดเข้าไปดูและสมัครได้ที่นี่ https://bx.in.th/ref/fJN0so

   หากทุกท่านนำกราฟราคาของ BTCUSD/ BTCTHB ใน Trading View มาพิจารณาในการซื้อขายแล้วล่ะก็ ก็สามารถทำกำไรกับส่วนต่างราคาของ Bitcoin ได้ โดยตอนนี้ผมให้โซนในการเข้าซื้อขาย ดังภาพที่ 3

ภาพที่ 3: BTCUSD month chart

Bitcoin Trading
   ตอนนี้ราคา Bitcoin ทรงตัวในกราฟรายเดือนที่ระหว่าง 650$ >>> 720$ ผมมองว่าจังหวะของราคาเท่ากับ 650$ เป็นช่วงน่าสะสม Bitcoin เพื่อหวังเป้าที่มากกว่า 1000$+ เนื่องจากกราฟคลื่นที่ 3 จะทำ All Time High อันนี้เป็นอะไรที่น่าเทรดมาก เข้าซื้อตอนพักตัว และรันเทรนด์กับกราฟรายเดือนของมัน
ป.ล. ราคา BTCTHB จะเปลี่ยนแปลงตลอดตาม BTCUSD ดังนั้นสามารถดูคู่ขนานกันได้เลย หรือพิมพ์ BTCTHB ใน Trading View ก็สามารถดูกราฟราคาได้เช่นกัน

Bitcoin Mining
   เนื่องจากบางท่านอาจไม่ "ถนัด" ในการวิเคราะห์กราฟราคา อาจไม่ใช่สายเทคนิคอลเหมือนอย่างผม การลงทุนใน Bitcoin ก็สามารถทำได้ผ่านการ "ขุดมัน"

   การขุด Bitcoin สามารถทำได้ 2 แบบ 1. ซื้อเครื่องขุดมาติดตั้งที่บ้าน 2. ซื้อแรงขุดบนเซิฟเวอร์

ภาพที่ 4: Miner Hardware

   เครื่องขุด Bitcoin ทุกท่านสามารถสั่งซื้อผ่านอินเทอร์เนตและนำมาติดตั้งที่บ้าน เพื่อให้มันทำงานและขุด Bitcoin ไปเรื่อย (เอาจริงๆ มันคือการแก้สมการ และได้มาซึ่ง Bitcoin หลังจากแก้สมการในเหมือง Bitcoin ได้นั่นเอง)
   ประสบการณ์ในการขุด Bitcoin ผ่าน Hardware ดังภาพที่ 4 ผมยังไม่มี เนื่องจากผมมองว่ามัน "ต้องดูแลรักษา" หากเครื่องเสียหาย ผมก็ไม่สามารถซ่อมบำรุงได้ ดังนั้นจึงไปในทางที่ 2 เพื่อจะลงทุน นั่นคือ "ซื้อแรงขุดบนเซิฟเวอร์"

Bitcoin Cloud Mining
   ในโลกของการฝากขุด BTC มีความ "น่ากลัว" ในเรื่องของความจริงเท็จว่า Cloud Miner นั้นเป็นของจริงหรือไม่ ผมใช้หลักการเลือกไม่กี่อย่างดังนี้
1. รีวิวจากชุมชนนักลงทุนการขุด Bitcoin ทั่วโลก
2. Ranking ของ Cloud Miner

องค์กรชุมชนนักลงทุนขุด Bitcoin

   หากมองภาพรวมของผมในการเทรด และการลงทุน Bitcoin นั้นง่ายมาก 
1. เทรดเพื่อทำกำไรบนส่วนต่างราคา
2. ลงทุนเพื่อสร้างสินทรัพย์

   ประสบการณ์การเทรด การลงทุนใน Cryptocurrecy ที่มีชื่อว่า Bitcoin ของผมก็มีประมาณนี้ครับ หวังว่าผู้อ่านจะได้ไอเดียในการลงทุนเพิ่มเติมมากไปกว่า หุ้น, อสังหา, ค่าเงิน เป็นต้น


ขอบคุณมากครับที่ติดตามในทุกบทความ
วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
14/06/2016

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เคล็ดลับ เทรดอย่างไรให้ "อยู่รอด"

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ลอกเลียนแบบได้ ***

เคล็ดลับ เทรดอย่างไรให้ "อยู่รอด"
   กี่มากน้อย ที่เราได้เรียนรู้วิธีการวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยทางเทคนิค ในรูปแบบต่างๆ แต่การลงทุน การเทรดของเราก็ไม่เคยได้กำไร ไม่สิอาจพูดได้ว่า "ขาดทุน" อยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่เข้าไปทำการซื้อขาย
   ผมเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาสู่โลกของการลงทุนในตลาดหุ้น ด้วยความเชื่อไม่กี่อย่าง
1. มันจะทำให้เรารวยขึ้น
2. มันจะทำให้เงินของเราชนะอัตรากัดกร่อนของเงินในแต่ละปี (อัตราเงินเฟ้อ)
3. อะไรอีกดีล่ะ เมื่อคนรอบข้างก็บอกว่า เข้ามาลงทุน เข้ามาเทรดกันเถอะ

  ซื้อขาย Order แรก ในตลาดหุ้นไทย ผมก็ขาดทุนไป -10% แล้วครับท่านผู้ชม มีความลังเลสงสัย เอ๊ะ!!! เราผิดตรงไหน ยิ่งเทรด ยิ่งขาดทุน เหมือนเลือดไหลไม่หยุด จนต้องหยุดเทรดไป หยุดลงทุนไปด้วยอาการไม่เข้าใจ "เทคนิค" ทั้งทางพื้นฐานและกราฟ

ภาพที่1: ปัจจัยพื้นฐาน

ภาพที่2: ปัจจัยพื้นฐาน

    หลังจากนั้นได้เลือกทาง มุ่งมั่นค้นคว้า ศึกษา เรียนรู้ ว่ากราฟเทคนิคมันคืออะไร จำได้หมด Moving Average, RSI, MACD, STOchastic, Candlstick, Chart pattern, Dow Theory มาหมด ตอนแรกๆที่ศึกษามันก็ดีนะ มีกำไร เริ่มเข้าซื้อเป็น ไม่ดูข่าว ไม่ตามเสียงเชียร์มากขึ้น แต่สุดท้าย มันเหมือนสภาวะ "เลือดไหลช้าลง" อ่ะ คือ ก็ยังขาดทุนอยู่ดี แต่ขาดทุนด้วยอัตราเร่งน้อยกว่าเดิม กว่าตอนไม่่รู้อะไรเท่านั้นเอง ( ณ ปัจจุบันเห็นเลยว่า เทคนิคต่างๆ ทำไมระดับเซียนหุ้น ถึงบอกว่ามันแค่ 10%!!!)

   ก็มาดูต่อมีอะไรอีกที่เราจะพัฒนาได้ ก็ได้เห็นเลยว่าสิ่งหนึ่งที่ตอนนั้นไม่เคยมี คือ การบริหารเงินหน้าตักเงินทุน/การบริหารความเสี่ยงต่อเงินทุน (Money Management/ Risk Management)
- หาอ่านสิครับ ใครที่บอกว่า "ความเสี่ยง" คือ การกำหนด %ความเสียหายต่อพอร์ต ยิ่งน้อยยิ่งดี แต่นั่นก็ลดความน่าจะเป็นของการทำไรด้วยเช่นกัน. มาเต็ม 2%,3%,5%,7%,10% เป็นต้น
- เริ่มรู้จักมากขึ้นเกี่ยวกับการวางเงินหน้าตัก ภาษาอังกฤษที่เขาเรียกกันว่า "Position Sizing" เช่นมีเงิน 100 บาท หาก Risk per portfolio = 2% และ Risk per order = 10% (มองจากกราฟเทคนิค ถ้าตั้ง Stop loss ที่ previous low) Position sizing ไม่สามารถเกินจำนวนเงิน 20 บาท ในการวางหน้าตักต่อการเทรดนั้น

ภาพที่3: การบริหารหน้าตัก/การบริหารความเสี่ยง

   อัตราเร่งการขาดทุนลดลงมาก หลังจากเข้าใจ MM/RM แต่เทรดอย่างไง เลือดก็ยังไหลอยู่ดี ไหลมากน้อยลง ไหลน้อยมากขึ้น แปลว่าอะไรนิ 555 ให้เรียบง่ายคือ "ยิ่งมีความมั่นใจ (Overconfident)" ทั้งเทคนิค และการบริหารเงินมากขึ้น "ยิ่งเทรดบ่อยขึ้น (Over-trading)" 

   มันไม่ได้ "ดีหรือไม่ดี" นะ แต่ไม่เคยคิดถึงคำว่า "เกมส์ของความน่าจะเป็น" เลย มันหมายความว่า ยิ่งมีการเข้าซื้อขาย ใช่ครับโอกาสของการทำกำไรย่อมมากขึ้น และเช่นเดียวกันกับ "โอกาสขาดทุน" ตอนแรกไม่เข้าใจอะไรพวกนี้หรอก เหมือนหนูวนลูปอ่ะ ขาดทุน กำไรน้อย ก็มองย้อนกลับไป "พัฒนาปรับปรุง" วิธีการเทรด เทคนิคการเทรด อ่านเทคนิคมากขึ้น รู้มากขึ้น ปรับปรุงเยอะขึ้น เสียเวลานอนมากขึ้น แต่ "ความแตกต่าง" ไม่สามารถมองหาได้มากไปกว่าที่เป็นอยู่ ณ ตอนนั้นเลย

   คำถามคือ "เรามาถูกทาง" ป่ะว่ะนิ มัน "เหมาะสม" กับเราไหม การเป็นเทรดเดอร์เนี้ย โหวว ตอนนั้นยอมแพ้สิครับ แต่ไม่เลิกนะ ก็ลองมาหาจากกรอบความคิดที่จะเปลี่ยนสิ่งที่เรียนรู้มา ไปมองหาว่าอะไรล่ะที่เรา "ขาดไป"

   นั่งเปิด Youtube, Facebook เข้าไปสิ กดติดตามเข้าไป เสี่ยยักษ์ เสี่ยป๋อง พี่แพท พี่หยง จนมาถึง Coach ต่างๆใน SPT พี่ซัน, พี่เจน, ครูไก่ และอีกหลายท่าน กระทั่งได้อ่านประวัติ พี่เบียร์ พี่บิ๊ก SPT#1 เป็นอะไรที่แบบ โอ้วววววววววววว เขาจ่าย "ค่าเทอม" กันเพียบเลยนิหว่า
- เราก็ไม่รอช้า เปิดดู Youtube มันทุกวัน ฟังมาหมดทุกคนด้านบน
- เปลียนหนังสือจากเทคนิคต่างๆเป็นเกี่ยวกับ "จิตวิทยาการเทรด การลงทุน" (หยงเกิดมาเทรด, Market Wizard. Daytrade Hunter, Trading in the zone) 

   สิ่งที่ได้จากการทำทั้งหมดด้านบน มันเกี่ยวกับ "จิตวิทยา" ล้วนๆ ทั้งต่อตัวเอง และตัวตลาด ซึ่งสิ่งที่มาตอกย้ำให้ผมชัดเจนมากขึ้นและเข้าใจสิ่งที่นักลงทุนรุ่นพี่กล่าวไว้หมดแล้ว คือ หนังสือ Trading in the zone

ภาพที่4: จิตวิทยาการเทรด การลงทุน

   Trading in the zone เป็นหนังสือจิตวิทยาการเทรด ที่ยากที่จะหาหนังสือเล่มใดเปรียบเทียบ ประโยคต่างๆเหล่านี้ ทำให้ผม ฉุกคิดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการลงทุน
1. เมื่อเราโดนหมากัดตอนเด็ก โตมาเราจะมีความไม่สบายใจ เมื่อเจอหมา แม้จะเป็นตัวละตัวกัน
2. ตลาดไม่เคยเป็นแบบที่เราคิด มันทำหน้าที่แสดงออกสิ่งที่มันเป็นออกมา ผ่านราคาและเครื่องมือต่าง มีแต่เราที่คิดว่า มัน "ต้อง" เป็นแบบนั้น แบบนี้
3. ตลาดทำหน้าที่เดียวที่มากกว่าารซื้อขาย คือ "สะท้อน" คนที่เราเป็น
4. การไม่ควบคุมความเสี่ยง ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้จักมัน แต่เพราะว่าเราไม่ "สามารถ" ยอมรับ "การเป็นผู้ผิด" ได้ เราเลยละเลย หรือแม้กระทั่ง Bias เข้าข้างตัวเอง ว่าเรา "น่าจะถูก น่าจะไปต่อ น่าจะกลับมา"
5. ความจริงที่เรามี "มุมมอง" ว่ามันเป็นจริง ใช้ไม่ได้กับตลาด ความได้เปรียบของตลาดจะเริ่มโน้มเอียงมาทาง ผู้ที่ "มอง" ตลาดทุนตามจริงเท่านั้น
6. ขายหมู ติดดอย เป็นสภาวะหนึ่งของ "ความกลัว/ความโลภ" ทำให้มุมมองถูกบิดเบือนด้วยสิ่งเหล่านี้
7. หาอ่านเถอะครับ มันคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม คุณจะได้ค้นพบอะไรบางอย่างอย่างแน่นอน ถ้าคุณมีพันธสัญญาของการเป็นเทรดเดอร์

ภาพที่5: โซนแห่งเทรดเดอร์

   ผมเห็นตัวเองเลยว่าผมไปมุ่งเน้นอะไรก่อนในการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ ผมพยายามเรียนรู้ เทคนิค ก่อน จิตวิทยาการลงทุน ผมไม่สามารถเข้าใจ MM/RM ได้อย่างแท้จริง เป็นแค่เพียง Concept เพราะผมขาดจิตวิทยาเรื่อง "ความผิดหวัง, ความเป็นผูู้ถูก, ความน่าจะเป็น" ไป หลังจากได้จิตวิทยาการลงทุน การเทรด มาเสริม การเทรดของผมมี "มุมมอง" ต่อมันไปอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

1. ไม่ต้องยาก ท่าไม่ต้องมาก เน้นรักษาต้นทุน
2. กำไร ตลาดเฉลยเองว่า เราอยู่ในความโน้มเอียงของความได้เปรียบจากสิ่งที่ตลาดเป็นจริง
3. หากเราค้นพบ หรือตระหนักได้ว่า ความได้เปรียบของตลาด มีทิศทางไปในทิศตรงข้ามของ Order ที่เราถือ สิ่งที่เราต้องทำทันที ไม่ใช่การนึกคิดว่า "เราผิดตรงไหน" ก่อนจะออกมามองหาจุดแก้ไข ปรับปรุง แบบมีประสิทธิภาพ สิ่งที่เราต้องทำคือ "จัดการ Bias" ในการเทรดนั้นๆ ซึ่ง Bias จะเกิดขึ้น ทำให้เรามีมุมมองในรูปแบบ "ทิศทางเดียวกับการสถานะที่เราถือครอง" วิธีจัดการที่ดีที่สุดและปลอดภัย คือ Stop Loss (ปกป้องเงินทุนจากความเสียหาย)
4. เมื่อเราผิดทาง ไม่ใช่เราผิดพลาด เราทำงานกับการเข้าสถานะ ไม่ใช่ตัวตนของเราว่าเป็นผู้พ่ายแพ้ ไม่มีความสามารถ มันคนละเรื่องกัน เทรดไม่เกิดผลลัพธ์ กับคนที่เราเป็น มันคนละเรื่องกัน แยกแยะมัน แล้วไปจัดการกับการเทรด ไม่ใช่ตัวเอง เคยเป็นไหม "กูจะทำได้ไหม, กูผิดอีกแระ, เสียเงินอีก หรือกูไม่ดีพอ"
5. ลองอ่านดูครับแล้วท่านๆ จะค้นพบ อะไรที่ตัวท่าน "เป็น" เกี่ยวกับการเทรด การลงทุน

บทสรุปของอัตราส่วนการเทรด การลงทุน จึงเกิดขึ้นในจิตใจผมอย่างแท้จริง มากกว่าการท่องจำที่ว่า
- เทคนิค 10%
- MM/RM 30%
- จิตวิทยา 60%

เชื่อไหม หากจิตวิทยาการลงทุนเราดี เทคนิคเราจะดีตามไปด้วย ทุกวันนี้ผมดู Bid Offer Ticker ก็พอจะเข้าใจ ว่าทำไมเราถึงดอยทั้งที่เป็นขาขึ้น หรือทำไมเรายังซื้อตอนขาลงแล้วถึงติดหุ้น

เพราะเมื่อจิตวิทยาเราถูกต้อง "มุมมอง" ที่เรามีต่อตลาด จะเริ่มน้อยลง เราจะมองแบบที่มันเป็นอย่างแท้จริงมากขึ้น ไม่ใช่แบบที่เรา "อยาก" ให้เป็น

จบ โดยสรุปนะครับ สุดท้ายต้องลองไปค้นคว้าว่า "จิตวิทยา" มุมไหนที่เรายังมองไม่ตรงกับตลาดอยู่บ้าง เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เทคนิค เหมือนเดิมแหละครับ แต่การขาดทุน การกำไร ไม่เหมือนเดิมจริงๆ

วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
09/06/2016

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทความสั้นที่ 1: ตอน บทสนทนาของ "เม่าแวน"

*** บทความดังต่อไปนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคล ห้าม!!! ลอกเลียนแบบ ***

บทสนทนาของ "เม่าแวน"
เมื่อ "เม่าแวน" ได้เดินทางมาไกล เรียนรู้วิชาการเทรด นู่นนี่นั่น จนมั่นใจ แต่สุดท้ายก็ไม่พ้น เชื้อเม่ายังคงแสดงตัวตนเช่นเคย

ณ พื้นที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดินแดนที่ "ศพเม่า" ได้กองสูงเป็นภูเขาขนาดเล็ก เม่าแวนได้เดินทางมาถึง เรียนรู้วิชาการเทรดหุ้น จนมั่นใจและได้เข้ามาสู่พื้นที่นี้เพื่อความมั่งคั่ง จนเขาได้พบกลับหุ้นตัวหนึ่งชื่อว่า "พันธุกรรม"

ภาพที่ 1: กราฟรายวัน 

ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมขึ้นกราฟรายวันของหุ้นตัวนี้ที่เม่าแวนได้มองเป็น "ขาขึ้น" อย่างชัดเจน เม่าแวนเลยทำการนับหุ้นต่างๆพบว่า "ปริมาณซื้อขายสุทธิ" อยู่ที่ 1.7 บาทเป็นจำนวนมาก จากนั้นเม่าแวนทำการซื้อหุ้นตัวนี้ได้สร้างกำไรให้เม่าแวนอย่างมากมายในรูปของ Unrealized Profit ที่แปลว่า "กำไรที่ไม่มีจริง" เม่าแวนถือหุ้นอย่างสบายใจ 

ภาพที่ 2: กราฟราย 5 นาที

พอเม่าแวนเริ่มชะล่าใจ จนมีการเพิ่มออเดอร์การเข้าซื้อจนทุนสุทธิอยู่ที่ 2.6 บาท ราคาตลาดอยู่แถว 2.80 บาท และไม่ผ่านมาหลายวัน เม่าแวนเริ่มภาวนาว่า "ยังไม่ลากสินะ จะให้ถืออึดใช่ไหมล่ะซิ้" เลยถือมันต่อไป (มโนกับตัวเองก็ได้ด้วยหรอ!!!)

จนวันแห่งการฆาตกรรมก็เกิดขึ้น 31/05/2016 ราคาถูกทำให้ลงมาแถว 2.64 ใกล้ทุนเม่าแวนอย่างมาก เม่าแวนทนไม่ไหวจึงตัดสินใจ "คืนของที่สะสมมา" ให้กับเจ้าของหุ้นไป และจากนั้นภายในวันเดียว ราคากลับไป 2.78 บาท ที่เดิม T__________T (จุดนี้ร้องไห้หนักมาก)

ภาพที่ 3: กราฟราย 5 นาที + บทสนาของเม่าแวน

เมื่อคืนของจนครบ วันที่ 01/06/2016 เป็นวันที่เม่าแวนเริ่ม "มโนววว" ด้วยตัวเม่าแวนเอง ว่าราคาจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ ดังภาพ
1. 2.78 > 2.72 เม่ากล่าว่า: ตบมาแบบนี้ไล่เม่าชัวร์ๆ เข้าเลยละกัน
2. 2.72 > 2.60 เม่ากล่าวว่า: เฮ้ย!!!มาได้ไงว่ะนิ ลงแบบนี้ไม่ไหวๆ คัตๆ
3. 2.60 > 2.66 เม่ากล่าวว่า: อะไรว่ะนิ โดนแบบม่ะวานเลย ขายที่ Low T___T ไม่ดูมันแระ โหดเกิน

แล้วเม่าแวนก็เลิกมีบทสนากับหุ้นตัวนี้ ปล่อยให้มันเป็นแบบที่มันเป็น จนมีเม่ารายอื่นเข้ามาแทน ดังกรอบวงกลมส้ม~

บทเรียนวันนี้
1. ถ้าเทรดหุ้น "ผิดพลาด" และพยายาม "พิสูจน์" ความเป็น "ผู้ถูก" ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะเป็น "การสูญเสียเงิน" ได้
2. เราเล่นเกมส์ที่มีแต่ผลลัพธ์ "ชนะ" หรือ "แพ้" ไม่ได้เล่นเกมส์ "วาดภาพจินตนาการ"
3. เข้าหุ้นต้องมี "จุดคัต" เมื่อคัตหุ้นแล้ว ให้ "คัตใจ" จากมันด้วย แค่ "รู้สึกเสียดาย" เรียกว่าไม่รับผิดชอบการกระทำ มันจะส่งผลไปสู่การเทรดครั้งต่อไปแน่นอน (ทางจิตใจ)

หวังว่าจะสะท้อนความเป็นเม่า ให้เพื่อนๆได้ตระหนักนะครับ เพราะสุดท้าย "เทรดหุ้น" รู้มากไม่เคยสร้างความแตกต่าง "ปล่อยวาง" และ "มองตามจริง" ตังหาก ที่ทำให้ "เกิดผลลัพธ์" อย่างแท้จริง

วรินทร หอรุ่งเรืองชัย
01/06/2016